คอลัมน์ สดจากเยาวชนปิดเทอมอย่างนี้ น้องๆ วัยเรียนหลายคนถือโอกาสเป็นช่วงพักผ่อน พักสมองจากตำราเรียน หากิจกรรมทำแตกต่างกันออกไป
หลายคนกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัว ขณะที่หลายคนมิใช่เพียงแค่ กลับบ้าน
นิสิตโครงการครูวิทยาศาสตร์คืนถิ่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โครงการในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กลับให้ความสำคัญในการลงพื้นที่...คืนถิ่น สู่บ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง เพื่อทำประโยชน์ให้ชุมชน
กัน น.ส.กรรณิกา ชมพนา นิสิตชั้นปีที่ 3 ในโครงการ เป็นชาวละว้า ถิ่นกำเนิดอยู่ในอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า ปิดเทอมมีโอกาสกลับบ้าน จะใช้เวลาว่างรวมกลุ่มเด็กๆ และเยาวชนในหมู่บ้านซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นป.5-ม.3 ประมาณ 10 คน มาพูดคุยเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะปัญหาวัฒนธรรมเมืองที่ถาโถมเข้าสู่ชุมชนละว้าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
กัน มีชื่อภาษาละว้าว่า อีซวน กันอธิบายว่า อี ในภาษาละว้าใช้เรียกผู้หญิง และไม่หยาบคาย อีซวน แปลว่าการมองเห็น กันยังเล่าอีกว่าแม้ในหมู่บ้านจะมีกลุ่มเยาวชนที่สนใจเรียน แต่ขณะเดียวกันก็มีเยาวชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เด็กกลุ่มนี้จะเดินทางเข้าเมืองหางานทำ เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร เมื่อกลับเข้าไปในหมู่บ้านก็จะรับวัฒนธรรมเมืองเข้าไปในหมู่บ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวของผู้หญิงที่เปิดเผยมากขึ้น หรือผู้ชายที่ดื่มเหล้ามากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนวัฒนธรรมละว้าจะทำเหล้าดื่มกันเอง แต่จะดื่มในโอกาสหรือเทศกาลสำคัญเท่านั้น ขณะที่ทุกวันนี้มีการดื่มเหล้ากันทุกวัน การดื่มเหล้านำมาซึ่งปัญหามากมาย
สิ่งเหล่านี้กันไม่อยากให้เกิดขึ้นในหมู่บ้าน จึงต้องรวมกลุ่มเยาวชน ปลูกฝัง และชักนำเด็กๆ ให้รู้จักคิด ที่สำคัญอยากให้เด็กมีโอกาสได้เรียนเหมือนตัวเอง เชื่อว่าการเป็นแบบอย่างที่ดีถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก
ดังนั้นเมื่อถึงช่วงปิดภาคเรียน เด็กๆ ในหมู่บ้านจะรอคอย ครูอีซวน เสมอ เป็นการรอคอยที่มีความหวัง อยากให้เธอกลับไปดูแลและพัฒนาท้องถิ่น
ส่วนน.ส.ปราณี คงความดี หรือปุ๋ย ชื่อเล่นที่เรียกกันในกลุ่มเพื่อนๆ ปุ๋ยมีชื่อภาษากะเหรี่ยงว่า จะมือ นิสิตชั้นปีที่ 3 ในโครงการ พื้นเพอยู่ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอีกคนที่ใช้เวลาช่วงปิดเทอมตั้งกลุ่มสอนหนังสือให้เด็กๆ ในหมู่บ้าน และทุกวันพระจะสอนเด็กสวดมนต์เย็นที่วัดป่าหมาก หลังจากนั้นก็ทำพิธีขึ้นเจดีย์ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงรู้จักในชื่อของพิธี ซอเพลง ที่มีท่วงทำนองการร้องคล้ายลำตัด โดยเนื้อหาจะสั่งสอนทุกคนที่จะเดินขึ้นเจดีย์ ถือเป็นพิธีที่ชาวกะเหรี่ยงเชื่อว่าต้องทำหลังพิธีสวดมนต์
ซอเพลงถือเป็นส่วนหนึ่งในพิธีขึ้นเจดีย์ที่กำลังจะสูญหายไปจากสังคมกะเหรี่ยง คนรุ่นปู่ย่าตายายเท่านั้นที่จะซอเพลงได้ ในฐานะที่เราเป็นเยาวชนกะเหรี่ยง จึงอยากพื้นฟูและอนุรักษ์พิธีนี้ให้คงอยู่ จึงได้ฝึกฝนและเรียนรู้พิธีซอเพลงจากคนเฒ่าคนแก่ จากนั้นก็ฝึกฝนและลงมือปฏิบัติ ในระยะแรกที่ฝึกฝนนั้นยากมาก แต่เมื่อทำบ่อยๆ ประกอบกับเป็นพิธีที่มีคนศรัทธาทำให้เราซาบซึ้งและทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ปุ๋ยเล่าอย่างภาคภูมิใจ
ในช่วงที่โรงเรียนของเด็กในหมู่บ้านปิดเทอม เด็กๆ ส่วนใหญ่ต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงควาย หมู่บ้านที่ปุ๋ยอยู่นั้นได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านอนุรักษ์กระบือไทย เด็กๆ จึงต้องช่วยพ่อแม่ดูแลและเลี้ยงควาย จากนั้นทุกเย็นเวลา 18.00-19.30 น. เป็นเวลาที่ปุ๋ยใช้ลานบ้านต่างห้องเรียนสอนหนังสือให้เด็กๆ ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเรียนอยู่ชั้นม.1-3
ปุ๋ยยังมีโอกาสเรียนรู้ภาษากะเหรี่ยงเพิ่มเติม แม้จะพูดได้อยู่แล้วก็ตาม แต่ปุ๋ยก็ยังเข้าร่วมเรียนเขียนอ่านภาษากะเหรี่ยงจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านไปพร้อมกับเด็กๆ
สิ่งที่ปุ๋ยตั้งใจและอยากทำมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ การรวมกลุ่มเยาวชนให้เข้มแข็งเพื่อช่วยกันอนุรักษ์ป่าในหมู่บ้าน และร่วมกันสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน เพราะขณะนี้เยาวชนผู้ชายในหมู่บ้านติดเหล้ากันมากขึ้น การใช้เวลาช่วงปิดเทอมของปุ๋ยจึงเป็นเวลาที่ได้สร้างประโยชน์ให้ท้องถิ่นตัวเอง แม้จะเป็นเพียงแรงน้อยๆ แต่เชื่อว่าวันหนึ่งแรงนี้จะค่อยๆ เติบโตขึ้น และเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นบ้านเกิดของปุ๋ยเข้มแข็ง
ส่วน ปู น.ส.ปิ่นรัตน์ ตันติพงศ์มงคล นิสิตชั้นปีที่ 3 ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มศว มีโอกาสในช่วงปิดเทอมนี้เดินทางไปเมืองปานามาซิตี้บีช รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อไปหาประสบการณ์จากการทำงาน ปูได้ทำงานเป็นแม่บ้านที่ Chateau Motel และเป็นพนักงานร้านขายของที่ระลึกที่ Surf Style รายได้ชั่วโมงละ 7.5 เหรียญ
ปิดเทอมของเยาวชนกลุ่มหนึ่ง จึงไม่ใช่เพียงแค่วันพักผ่อนสนุกสนาน
แต่เป็นวันเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ที่หาไม่ได้ในวันเปิดเทอม
หน้า 22
ข้อมูลจาก ข่าวสด
