โดย บุณย์เสนอ ตรีวิเศรษฐ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ E-mail : Bunsnoe-@hotmail.comข่าวความเคลื่อนไหวของบรรดาครูนับพันคนที่สอบไม่ผ่านการประเมินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ และไม่ประจักษ์ หรือตำแหน่งครูชำนาญการพิเศษ ที่จะนัดหมายรวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิและความก้าวหน้าในอาชีพด้วยเหตุผลว่าหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดนั้นคืออุปสรรคที่พวกตนไม่อาจฝ่ากำแพงไปได้
ในเวลาต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติผ่อนปรนให้มีการจัดอบรมให้ครูที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินเป็นครั้งที่ 2 โดยยืนยันให้คงหลักเกณฑ์การประเมินตามเดิม ไม่ให้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ตามที่ครูที่ไม่ผ่านการประเมินเรียกร้อง
พฤติกรรมของครูข้างต้น ในฐานะครูคนหนึ่งรู้สึกเศร้าในใจอย่างบอกไม่ถูก กับสิ่งที่เพื่อนครูได้ทำลงไป มีความเหมาะควรแล้วหรือสำหรับผู้มีหน้าที่ยกระดับจิตวิญญาณ คนที่สังคมยกย่องให้แบบอย่างทางพฤติกรรมแก่สังคม การแสดงออกถึงความอยากได้ โดยไม่สนใจกฎเกณฑ์กติกา เป็นความชอบแล้วหรือ
การเคารพกฎเกณฑ์กติกาคือสิ่งที่ครูเฝ้าพร่ำสอนศิษย์มิใช่หรือ เมื่อครูเองกลายเป็นผู้ที่ไม่เชื่อถือกฎเกณฑ์กติกา ศิษย์จะเชื่อถือครูได้อย่างไรเมื่อสิ่งที่ครูสอนไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมที่แท้จริง หรือว่ายุคสมัยที่เครื่องจักรกลอยู่เหนือมนุษย์ครูได้ถูกเครื่องจักรกลทำลายโดยสิ้นเชิงแล้ว
หรือว่า ครูเองนั่นแหละที่กำลังทำลายตัวเอง
การหมกมุ่นวุ่นกระวนเพื่อให้ได้มาซึ่งอัตราประจำวัน (เสกสรรค์ ประเสริฐกุล) เพิ่มขึ้นนั้น มันก็คือวิถีปุถุชนที่ยังเกี่ยวข้องกับกิเลส แต่คนเป็นครูแทนที่จะคิดหาหนทางพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า พัฒนาเด็กไทยให้มีโอกาสได้พบความจริง ความดี และความงามเพื่อหล่อหลอมให้เป็นพลเมืองที่ประเทศชาติจะพึ่งพาได้ในอนาคต แต่ครูกลับมุ่งสนใจเพียงความก้าวหน้าเฉพาะตน
ผลการสำรวจระดับสติปัญญา (IQ) ในเด็กนักเรียนไทยอยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน ครูได้นำสิ่งนี้มาพิจารณาบ้างหรือไม่ หรือว่าอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ครูไม่ต้องนึกถึงกันแล้ว
ระดับสติปัญญานั้นเป็นกระจกสะท้อนความสามารถของสมอง หากสมองได้รับการพัฒนาที่ดีจะส่งผลให้ระดับสติปัญญาของเจ้าของสมองเพิ่มสูงมากขึ้นไปด้วย ระดับความสามารถของเด็กไทยเป็นกระจกสะท้อนความสามารถของครู
ปัญหาเด็กไทยระดับสติปัญญาต่ำนั่นคือปัญหาความรับผิดชอบของครูต่ำใช่หรือไม่
เหตุใดครูไม่คิดแก้ปัญหาเรื่องนี้ หรือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนรวม จึงไม่สนใจ ความก้าวหน้าเฉพาะตัวต่างหากที่ครูสนใจเพราะเป็นเรื่องที่ตนได้ผลประโยชน์
มนุษย์ปุถุชนย่อมมีกิเลสเป็นเครื่องปรุงแต่ง แต่อาชีพครูเป็นปุถุชนที่สังคมคาดหวัง คนชั้นครูจึงไม่อาจแสดงออกถึงพฤติกรรมที่จะก่อให้เกิดความรู้สึกเสื่อมถอยศรัทธาต่อวิชาชีพตนของผู้คนในสังคม หากปราศจากความเชื่อถือศรัทธาแล้ว อาชีพครูจะดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างไร
ปรากฏการณ์ด้านร้ายของครูที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น การข่มขืนชำเราเด็ก การทำร้ายเด็ก การเอาเปรียบเด็กในด้านต่างๆ การเสพ-ขายสิ่งเสพติด ฯลฯ ถึงจะยอมรับว่าพฤติกรรมเหล่านี้มีอยู่จริง ก็เป็นเพียงครูส่วนน้อยที่สังคมก็ยอมรับได้ว่าครูนั้นมีทั้งคนดีและไม่ดี
แต่การรวมพลเพื่อกดดันให้ตนได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นจากผลงานที่ไม่ได้คุณภาพนั้น มันคือกลุ่มก้อนของการสร้างความอัปยศในวงการครูที่ยากนักสังคมจะยอมรับได้
สังคมไทยกำลังเสื่อมความศรัทธาต่อองค์ประกอบสังคมเกือบทุกองค์ประกอบ เหตุการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นการซ้ำเติมประเทศไทยอย่างไร้ปัญญาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ยกระดับปัญญา
คนชั้นครูจึงต้องมีความละอาย อาชีพครูแม้ว่าจะมีรายได้น้อยแต่เป็นอาชีพที่ได้ทำบุญไปในตัว บุญนั้นไม่สามารถชดเชย ชุบชโลมหัวใจครูให้ยึดมั่นในความสมถะบ้างเลยเชียวหรือที่จะเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ในสังคมกระแสหลักที่ถูกหลอกล่อด้วยวัตถุ ที่จะนำมาซึ่งความเจ็บปวดรวดร้าวในอนาคตอีกคณานับ
เมื่อครูไม่สนใจกฎเกณฑ์กติกา ครูจะไปชี้นำเด็กให้ยอมรับสิ่งนั้นได้อย่างไร
สิ่งที่อาจสะท้อนภาพให้เห็นชัดเจนในปัจจุบันก็คือ เราอาจเห็นครูที่ได้ตำแหน่งอาจารย์ 3 หรือครูชำนาญการพิเศษเดินขวักไขว่เต็มโรงเรียน แต่นักเรียนไม่ได้มีความสามารถพิเศษขึ้นเลย
เมื่อเปรียบเทียบในเชิงคุณภาพระหว่างครูโรงเรียนของรัฐกับโรงเรียนเอกชน เท่าที่รู้มาก็พบว่า ครูโรงเรียนเอกชนซึ่งไม่มีตำแหน่งใดๆ กลับนำพาลูกศิษย์สู่ความก้าวหน้าวิชาการได้มากกว่าครูโรงเรียนของรัฐ
หากการเพิ่มปริมาณครูที่มีความชำนาญการพิเศษ สามารถยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้นได้ ก็เป็นความคุ้มทุนที่รัฐต้องจ่าย แต่สิ่งที่ปรากฏไม่อาจรับประกันได้ว่า ครูชำนาญพิเศษจะมีความรับผิดชอบเป็นพิเศษอย่างใด ผิดกับเมื่อไปโรงพยาบาลถ้าเลือกนอนห้องพิเศษแล้วได้รับการบริการด้วยเครื่องมือเครื่องใช้และอัธยาศัยไมตรีที่พิเศษกว่าห้องธรรมดา
การเรียกร้องในครั้งนี้ หากถามผู้ปกครองนักเรียนคงเบือนหน้าหนี หากเลือกได้และสามารถให้ใบประกาศการจบการศึกษา คงเลือกสอนและดูแลลูกเองที่บ้าน เพราะไม่อาจไว้วางใจครูได้อีกต่อไปแล้ว
โลกนี้มีสองด้านเสมอ หากมองปรากฏการณ์นี้ในด้านบวก มองอย่างเห็นอกเห็นใจ แต่ไม่เข้าใจ ก็น่าคิดว่า ในสังคมที่ถูกกระหน่ำด้วยสิ่งหลอกล่อให้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เย้ายวนด้วยอุปกรณ์แห่งความสะดวกสบายทั้งหลาย ครูในฐานะปุถุชนก็คงต้องดิ้นรนเพื่อให้ตนได้ครอบครองสิ่งเหล่านั้น ทั้งสังคมก็ได้ลงความเห็นว่าคนมาเรียนครูนั้น ก็คือคนที่มีสติปัญญาไม่สูงนัก และการเลือกเดินสายนี้ ก็เพราะถูกปฏิเสธจากเส้นทางสายอื่น จึงเลือกใช้ทางเบี่ยงที่ทำให้อนาคตของประเทศต้องตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างช่วยไม่ได้ การมุ่งให้คนที่มีสติปัญญาไม่สูงนักต้านทานต่อกระแสเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่โหมโรมรุกก็เป็นไปได้ยาก เมื่อแพ้ภัยต่อสิ่งเย้ายวน ก็ย่อมต้องการรายได้เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุด
การเมืองก็นำความเลวร้ายคุกคามครูอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าสู่โอกาสความก้าวหน้า ทั้งนี้เพราะฝ่ายการเมืองมักจะดูแลกลุ่มผู้บริหารมากกว่าครูเนื่องจากต่อโยงผลประโยชน์ถึงกัน ในสมัยหนึ่งมีการตอบแทนทางการเมืองโดยปูนบำเหน็จตำแหน่งผู้อำนวยการให้บริหารโรงเรียนกันดาร โดยไม่มีการตรวจสอบคุณภาพ แม้โรงเรียนนั้นมีครูไม่ถึง 5 คน นั่นคือความเจ็บปวดที่มีอยู่ในหัวใจครูมาเนิ่นนาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมองครูในฐานะคนในด้านบวกได้บ้าง แต่การมองคนที่เป็นครูผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ผู้ที่สังคมคาดหวัง ผู้ที่จะเป็นแบบอย่าง ผู้ที่จะชี้ทางที่ถูกที่ควร พฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำอย่างยิ่ง เพราะจะยิ่งทำให้สังคมเพิ่มความสงสัยบทบาทครูมากขึ้น ที่ว่าครูเป็นเพียงผู้รับจ้างสอน เห็นแก่เงินมากกว่าเห็นแก่ความงอกงามของศิษย์นั้น ไม่ใช่คำกล่าวที่เลื่อนลอยอีกต่อไป
การศึกษาประเทศไทยโดยรวมอ่อนแอเกินไปแล้ว บทความนี้เขียนเพื่อเรียกร้อง เชิญชวนให้ครูหันกลับมาสำรวจบทบาทตนเอง หยุดปันใจให้แก่ความโลภหลง เงินคือเครื่องขยายความโลภ (ประเวศ วะสี) เกียรติยศที่แท้คือการปั้นแต่งศิษย์ให้เป็นคนดี มีความสามารถ มีความรับผิดชอบสูงสู่สังคม
ขอพึ่งบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในประเทศนี้ โปรดช่วยส่งดวงวิญญาณครูกลับคืนร่างครูทุกผู้ทุกนาม ขจัดปัดเป่าวิญญาณร้ายที่สิงสู่ในร่างครูไปสู่ที่ชอบที่ชอบด้วยเถิด ประเทศชาติบอบช้ำเหลือเกินแล้ว (กรอบบ่าย)
หน้า 10
ข้อมูลจาก มติชน
