โดย ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจากการที่สหประชาชาติได้เสนอรายงานการประเมินคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกของมหาวิทยาลัย จำนวน 200 แห่ง โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแห่งเดียวเท่านั้นที่ติดอันดับ และพบว่าคุณภาพการศึกษาของไทยยังต่ำกว่าประเทศเวียดนามนั้น
ขอแย้งว่าความเป็นจริงนั้น มหาวิทยาลัยของไทย มีหลายแห่งที่น่าจะติดอันดับเช่นเดียวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาในแต่ละสาขาวิชา
เช่นด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก็น่าจะติดอันดับสูงกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง ในจำนวน 200 แห่ง ที่จัดอันดับเสียอีก
หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เช่นเดียวกัน ในด้านบัญชีและกฎหมายแล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดังเทียบเท่ามหาวิทยาลัย 200 แห่ง
ในด้านความคิดเห็นของคนไทย เกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของไทยนั้น ก็มักจะมองว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 อันดับ 3
(บางครั้งพวกอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏก็พูดประชดกันเอง)
ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 หรือ 3 ตามที่ถูกกล่าวหา เพราะมหาวิทยาลัยราชภัฏมีอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเป็นจำนวนมาก จบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ (ปัจจุบันอาจจะลดจำนวนลงไปมากเพราะเกษียณอายุ และไม่มีอาจารย์ใหม่เข้ามาทดแทน เนื่องจากการจำกัดอัตราอาจารย์ของรัฐบาล)
ทางวิทยาลัยราชภัฏ ได้ผลิตนักศึกษาออกไปเป็นกำลังของประเทศชาติ ได้สร้างชื่อเสียงไว้มากทั้งในอดีตและปัจจุบัน เป็นข้าราชการเป็นนักการเมือง นักการศึกษา นักดนตรี นักสื่อสารมวลชน เป็นทหาร ตำรวจ ฯลฯ
เนื่องจากในอดีต มหาวิทยาลัยราชภัฏเริ่มต้นมาจากโรงเรียนฝึกหัดครู สังกัดกรมการฝึกหัดครู กระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้น จึงมีระบบการแต่งตั้งผู้บริหาร (ระบบเส้นสาย) ตลอดจนการบริหารงานที่ไม่เป็นอิสระ (สั่งมาจากส่วนกลาง) ถึงแม้จะพัฒนามาเป็นวิทยาลัยครู สถาบันราชภัฏ การบริหารและการแต่งตั้งผู้บริหารในอดีตก็เหมือนกับโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (ทั้งๆ ที่เป็นระดับอุดมศึกษา)
ถูกจำกัดทั้งงบประมาณและอำนาจการบริหาร การแต่งตั้ง โยกย้าย คัดเลือกผู้บริหารและอาจารย์ ตลอดจนบุคลากร เจ้าหน้าที่ต่างๆ (ใช้อาจารย์ทำงานธุรกิจและงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานสอน)
จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏ น่าสงสารมากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมีอาจารย์และสื่อการสอนที่ทันสมัย ตลอดจนมีสถานที่กว้างขวาง โดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีเนื้อที่กว้างขวางมาก (อาจจะมากกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนหลายแห่ง)
มหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นมหาวิทยาลัยของคนยาก เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อชุมชนตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย ค่าเทอมก็ถูกมาก ปรากฏว่า ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำมีนักศึกษาลาออกจากมหาวิทยาลัยเอกชนเป็นจำนวนมาก มาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยราชภัฏเพราะสู้ค่าเทอมไม่ไหว
ความจริงแล้วห้องสมุดหรือสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีในมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง มีหนังสือใหม่ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นจำนวนมาก ตลอดจนสื่ออื่นๆ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซีดีรอม อินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ ให้บริการอย่างเต็มที่
(นอกจากนักศึกษา และอาจารย์บางคนเท่านั้นที่ไม่ชอบอ่านและค้นคว้าในห้องสมุด เลยคิดว่าห้องสมุดไม่ทันสมัย มีหนังสือและสื่อต่างๆ น้อย)
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งได้พัฒนาตนเอง (หลังจากหลุดจากการบริหารของสภาสถาบันราชภัฏมาสังกัดหน่วยงานมหาวิทยาลัยโดยสมบูรณ์แล้ว) ได้ส่งอาจารย์ไปฝึกอบรมและศึกษาต่อ โดยเฉพาะปริญญาเอกในสาขาต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนการใช้เงินของมหาวิทยาลัยเองจ้างอาจารย์พิเศษมาสอน (ทดแทนอัตราอาจารย์ที่ขาดหายไปเป็นจำนวนมาก)
กระตุ้นให้อาจารย์ทำงานวิจัย และค้นคว้าเขียนตำรา เอกราชคู่มือประกอบการสอน เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพของอาจารย์ผู้สอน การประชุมสัมมนาอาจารย์ประจำและอาจารย์พิเศษในเรื่องหลักสูตร และการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นอกจากนั้น ก็มุ่งให้อบรมคุณธรรมจริยธรรมความกตัญญู มารยาท การแต่งกาย การมีวินัยและการรู้จักกาละเทศะ ฯลฯ (ไม่ใช่สอนวิชาการอย่างเดียว)
ถ้าหากว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏทุกแห่งหรือเป็นกลุ่มๆ สามารถจับมือกันผนึกกำลังเป็นเครือข่ายด้านวิชาการที่โดดเด่นของแต่ละแห่งได้ และได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเหมือนมหาวิทยาลัยอื่น มีอัตราอาจารย์เพิ่มขึ้น (ทดแทนอาจารย์เกษียณจำนวนมากในแต่ละปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏจะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพแข็งแกร่งและน่าเกรงขามมากทีเดียว
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
