โดย สุขุม เฉลยทรัพย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตในช่วงเวลาปิดเทอมนี้ที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการมองหาที่เรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อของเด็กในหลายช่วงวัยตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล จนถึงขั้นอุดมศึกษาและในยุคแห่งการแข่งขันเช่นนี้จึงมีทั้งผู้ที่ สมหวัง และ ผิดหวัง คละเคล้ากันไป
ที่ไม่ใช่เพียงแค่เด็กๆ ที่ร้อนใจเรื่องที่เรียน บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายก็กลุ้มอกกลุ้มใจไม่แพ้กันที่ไม่ใช่เพียงแค่การจัดหาตระเตรียมค่าเล่าเรียนเท่านั้น หากยังต้องกลุ้มต่อไปอีกว่าจะเอาเงินที่เตรียมไว้ไปจ่ายที่ไหน
โดยเฉพาะในยุคสมัยที่สังคมไทยมีค่านิยมที่ยึดติดกับสถานศึกษามีชื่อ ใครที่มีโอกาสได้เข้าไปที่นอกจากจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจให้กับตนเองแล้ว ยังสร้างความปลาบปลื้มปีติยินดีให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองได้พลอยได้เชิดหน้าชูตาไปด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นภาพตั้งแต่เจ้าตัวน้อยในชั้นอนุบาล หนูๆ ในวัยประถม มัธยม และเติบโตขึ้นมาอีกหน่อย ในระดับอุดมศึกษาที่ต่างแข่งขันช่วงชิงกันเข้าโรงเรียน และมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ที่มาที่ไปของการที่สถานศึกษาหนึ่งๆ จะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้นั้น นอกจากความเก่าแก่ที่ก่อตั้งมายาวนาน ยังเกิดจากเหล่าบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ปัจจุบันกลายเป็นศิษย์เก่าเติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง มีหน้าที่การงานดี อยู่ในองค์กรที่ได้รับผลตอบแทนสูง
และที่สำคัญหากเป็นผู้มีบทบาทสำคัญระดับประเทศด้วยแล้วนั้น ยิ่งเสริมส่งให้สถานศึกษานั้นๆ กลายเป็นที่สนใจ และเป็นเป้าหมายของเด็กๆ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งสิ้น
นอกจากนี้สถิติการเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาในระดับสูงขึ้นไป เช่น การเข้าเรียนต่อในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ หรือการเข้าศึกษาต่อในคณะยอดนิยมก็กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกที่เรียนอีกด้วย
เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นและความต้องการของผู้ปกครองในช่วงที่กำลังมองหาที่เรียนกันอยู่ขณะนี้ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิตได้ทำการสำรวจทรรศนะของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานกำลังเข้าเรียนในระดับอนุบาลทั้งในเขตกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัดที่เป็นตัวแทนภาคจำนวน 1,311 คน ในระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-2 เมษายน 2550 ถึง อนุบาลในฝันจากทรรศนะของผู้ปกครอง
ซึ่งจากการสำรวจพบว่าโรงเรียน อนุบาลในฝัน ที่อยากให้บุตรหลานเข้าเรียนนั้นมีลักษณะต่างๆ ดังนี้ ในด้านอาคารสถานที่ อยากให้มีความสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย 28.26% มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ดี 23.15% มีสถานที่กว้างขวางสะดวกสบาย 15.86% มีสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งภายใน และภายนอกโรงเรียน 13.55% และเป็นสถานที่ได้รับมาตรฐาน มีอาคารเรียนที่ทันสมัย แข็งแรง ปลอดภัย 10.36% ฯลฯ
ด้านครูอาจารย์พบว่า ต้องการครูที่รักและเอาใจใส่ต่อเด็ก 36.21% มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการสอน 21.38% ใจดี มีเมตตา ยิ้มแย้มแจ่มใส 15.69% สามารถควบคุมอารมณ์ และเข้าใจเด็กได้เป็นอย่างดี 11.21% มีจิตวิทยาในการดูแลเด็ก 9.31% และมีจรรยาบรรณความเป็นครู 6.21% ฯลฯ
ทางด้านการเรียนการสอนนั้น มีการสอนที่สนุก ไม่เข้มงวดจนเกินไป 19.83% สอนโดยการเน้นด้านภาษา 19.41% มีกิจกรรมที่ทำให้เด็กสนุกกับการเรียน 16.03% เน้นการดูแลเอาใจใส่ 15.61% เน้นพัฒนาการด้านอีคิว และไอคิวไปพร้อมๆ กัน 14.77% และมีสื่อ และอุปกรณ์ที่หลากหลายในการเสริมทักษะ และพัฒนาการเด็ก 14.35% ฯลฯ
ส่วนในด้านการอบรมเลี้ยงดูได้แก่ ดูแลเอาใจใส่เด็กเป็นอย่างดีเสมือนลูกของตนเอง 48.35% อบรมให้เด็กเป็นคนดีมีคุณธรรม จริยธรรม 17.47% ใจดี มีเมตตา มีความจริงใจเลี้ยงดูเด็กอย่างเป็นกันเอง 9.62% สอนมารยาทไทย การมีสัมมาคารวะ รู้จักกาละเทศะ 9.11%
สอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเอง สามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข 8.61% ฯลฯ
จากผลการสำรวจเป็นทรรศนะจากผู้ปกครองที่คาดหวังให้บุตรหลานของตนได้เล่าเรียนโดยมุ่งเน้นไปที่คุณลักษณะของสถานศึกษาในระดับชั้นอนุบาล แต่การที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็ก นอกจากสถานศึกษาแล้วยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายโดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการศึกษาของชาติที่จะสามารถผลักดันมาตรฐานทางการศึกษาให้เกิดความเท่าเทียม
ซึ่งจะเห็นได้จากนโยบายการศึกษาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มาโดยเฉพาะในรัฐบาลชุดนี้ที่มีท่านวิจิตร ศรีสอ้าน เป็นเจ้ากระทรวงก็ได้สานต่อ การปฏิรูปการศึกษา โดยชูนโยบายหลัก 6 ข้อ 7 ยุทธศาสตร์ และ 28 มาตรการ ที่คาดหวังว่าจะสามารถผลักดันให้การดำเนินงานด้านการศึกษาบรรลุวัตถุประสงค์ แต่จากเงื่อนเวลาที่มีอยู่จำกัดก็คงต้องติดตามต่อไปว่าจะสามารถดำเนินการเป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหน
อย่างไรก็ตามในระหว่างที่ตั้งหน้าตั้งตารอดูผลการดำเนินงานอยู่นั้น ในวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นวันที่เด็กชั้น ป.6 ต้องจับฉลากเข้าเรียนชั้น ม.1 ซึ่งหลังจากการจับฉลาก พบว่าพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 มีเด็กที่จับฉลากไม่ได้ถึง 11,000 คน จากที่กำหนดว่ารับห้องละ 40 คน และถ้าขยายไปเป็น 50 คนต่อห้องเรียน ก็ยังมีเด็กที่ไม่มีห้องเรียนถึงกว่า 6,000 คน
จากกรณีดังกล่าวอาจแก้ไขโดยรับนักเรียนเพิ่มอีกในแต่ละโรงเรียน โดยการเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง หรือเพิ่มจำนวนห้องเรียน ซึ่งก็ได้รับการยืนยันเป็นมั่นเหมาะจากท่านเลขาธิการ กพฐ.ว่าเด็กทุกคนจะมีที่เรียน และอยากให้ผู้ปกครองยอมรับในศักยภาพของโรงเรียนที่ทางกระทรวงศึกษาธิการจัดไว้ให้ เพราะปัจจุบันโรงเรียนมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน
จากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดขึ้นกับโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้นหากแต่ก็มีโรงเรียนอนุบาลจำนวนไม่น้อยที่แจ้งเข้ามายัง สพฐ.เพื่อขอขยายเพิ่มห้องเรียน
และไม่ว่าจะแก้ไขปัญหาโดยการเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง หรือเพิ่มจำนวนห้องเรียนก็ตาม ก็คงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จแน่นอน เนื่องจากยังมีปมปัญหาตามมาอีก เช่น การขาดครูผู้สอน ที่ปัจจุบันครูผู้สอน 1 คนต่อนักเรียนในอัตราเท่าเดิมก็เป็นภาระอันหนักอึ้งอยู่แล้วนั้น หากต้องเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้อง หรือเพิ่มจำนวนห้องเรียนขึ้นมาอีก คงต้องขบคิดกันต่อไปว่าจะจัดการห้องเรียนกันอย่างไร และเชื่อว่าไม่นานก็คงมีเสียงเรียกร้องทวงถามถึงคุณภาพการเรียนการสอนจากพ่อแม่ผู้ปกครองขึ้นมาอีก
หากหันมาดูนักเรียนที่จบ ม.6 จะเข้ามหาวิทยาลัย ความลงตัวในกรณีนี้ก็ดูจะยาวมากขึ้นหลายร้อยเท่า แค่เกณฑ์ที่จะใช้โอเน็ต เอเน็ต ต้องกลับมาเสริมข้อสอบวัดความถนัด (Aptitude Test) และเปลี่ยนจาก GPA มาเป็น GPAX ไม่ได้สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้แค่ผู้ปกครองเท่านั้น แม้แต่ครูบาอาจารย์นักวิชาการในแวดวงการศึกษาก็ยังพลอยมึนตึ้บไปด้วย
จากที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกระดับการศึกษาของบ้านเรา
ที่นอกจากจะรอความหวังจากรัฐบาลในการเยียวยาแก้ไขให้ทุกๆ โรงเรียนมีความพร้อมทัดเทียมกันแล้วนั้น
ในขณะเดียวกันพ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยน เพื่อลบล้างค่านิยมเก่าๆ ที่รังแต่จะสร้างความกดดันให้กับบุตรหลาน
เพราะไม่อยากเห็นภาพที่เด็กๆ น้ำตานองหน้า เนื่องจากพลาดหวังจากโรงเรียนที่หมายมั่นอีกต่อไป
หน้า 5
ข้อมูลจาก มติชน
