โดย สินีนาฏ ทาบึงกาฬดวงอาทิตย์ เป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่งในโลก ภายใต้ดวงอาทิตย์ยังมีอีกมากมายหลายอย่างที่เราต้องค้นหา เมื่อได้คำตอบแล้วดวงอาทิตย์อาจให้ทางรอดแก่มนุษย์เราได้ในอนาคตโดยเฉพาะในด้านพลังงาน
ดร.รุ้งนภา ทองพูล อดีตนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งรับทุน พสวท. ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาเอก โดยจบ ม.ปลายจากโรงเรียนศรีบุณยานนท์ จังหวัดนนทบุรี ปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอกด้านเซรามิกส์ไฟฟ้า จาก University of Manchester Institute of Science & Technology สหราชอาณาจักร ปัจจุบันปฏิบัติงานเป็นนักวิจัย ณ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC)
ดร.รุ้งนภา เป็นนักวิจัยที่มุ่งทำงานวิจัยภายใต้แสงอาทิตย์ โดยนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ค้นคว้าหาคำตอบและนำผลงานไปใช้ประโยชน์ได้จริง จากผลงานประดิษฐ์คิดค้น เซลล์แสงอาทิตย์แบบสีย้อมไวแสง ที่คว้ารางวัลชมเชย ด้านการแพทย์และสาธารณสุข จากสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2549 งานวิจัยนี้ ดร.รุ้งนภาได้ปรับปรุงข้อเสียจากเซลล์แสงอาทิตย์แบบเดิม เพื่อลดการใช้อุปกรณ์และค่าใช้จ่ายลงและมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยได้อาศัยเพียงแนวคิดของต่างประเทศที่มีการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์แบบสีย้อมไวแสงมาหาขั้นตอนและเทคนิคการผลิตเองจนสัมฤทธิผลและได้จดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว
เทคนิคการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์แบบสีย้อมไวแสงนี้ คล้ายกับการสังเคราะห์แสงด้วยรงควัตถุของพืช แต่จะแทนที่ด้วยสีย้อมสังเคราะห์เป็นการทดแทน โดยเซลล์แสงอาทิตย์ดังกล่าวประกอบด้วย อิเล็กโทรดด้านหน้าที่เคลือบด้วยชั้นไททาเนียมออกไซด์ และออกไปนอกวงจรอิเล็กตรอน แล้วจึงจะกลับเข้ามาสู่เซลล์ทางอิเล็กโทรดด้านหลัง แล้วไหลไปยังอิเล็กโทรไลต์ภายในเซลล์ ซึ่งจะส่งอิเล็กตรอนไปยังสีย้อม เป็นอันว่าครบวงจร
เซลล์แสงอาทิตย์แบบสีย้อมไวแสงเป็นอุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานแสงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อให้อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานได้ โดยอาจต่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิด เช่น นาฬิกา พัดลม ฯลฯ ให้ทำงาน
แต่ ดร. รุ้งนภามีความคิดเห็นว่า ถ้ามองทางด้านของราคา ในระดับแล็บสเกล หรือระดับของการทำแล็บนับว่าราคาถูกมาก แต่ในระดับอุตสาหกรรมยังต้องดูอีกทีเพราะอายุการใช้งานมันค่อนข้างสั้น แค่ปีหรือ 2 ปี ถ้าเทียบกับซิลิกอนซึ่งมีอายุยาวถึง 10 ปีทีเดียว แล้วก็ยังมีอุปสรรคในการขึ้นรูปขนาดใหญ่ เพราะว่าเราไม่มีระบบอุตสาหกรรมในด้านนี้ ถามถึงว่าพอใจแค่ไหน ก็คิดว่าเราไม่พอใจจึงหยุดทำ เพราะเห็นว่าไม่สามารถออกตลาดได้อย่างรวดเร็วได้ในเวลาอันสั้น จึงตัดสินใจเลิกทำ
ผลงานชิ้นล่าสุดที่น่าภาคภูมิใจคือถุงกระดาษแบบซิปล็อคหรือ Zip-lock paper bag ได้รับเหรียญทอง สาขา Agriculture-Horticulture-Gardening จากงานแสดงสิ่งประดิษฐ์นานาชาติครั้งที่ 34 ปี พ.ศ.2549 ที่กรุงเจนีวา (34th International Exhibition of Inventions, New Techniques and Products 2006) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
แรงจูงใจที่ได้หันมาทำผลงานชิ้นนี้ ดร.รุ้งนภาบอกว่า ได้มาจากการพบปะเพื่อพูดคุยปัญหากับเหล่าเกษตรกร พบว่าเวลาที่ชาวสวนใช้ถุงห่อผลมะม่วงเพื่อไม่ให้แมลงกิน ถึงจะห่อดีแล้วก็ยังมีแมลงบางชนิดเข้าไปได้อยู่ดี จึงลองคิดดูว่าจะทำอย่างไร เคยเห็นถุงที่ปิดได้สนิทแล้วมันก็เปิดอีกได้ ที่เรียกว่าถุงซิปล็อค เลยอยากทำแบบนั้นบ้าง แต่ถ้าใช้ถุงพลาสติคไปห่อ พอน้ำออกมาจากผลไม้จะทำให้ผลไม้เน่าเสีย จึงคิดที่จะใช้ถุงกระดาษแทน แล้วก็คิดว่าทำอย่างไรให้ถุงกระดาษปิดได้อย่างถุงซิปล็อค คิดกันจนมาได้ที่ถุงนี้ออกมา ซึ่งได้ประยุกต์ทำกาวทาไว้ที่ปากถุง ซึ่งพอเอาไปห่อผลไม้ก็ปิดปากถุงได้สนิทอย่างรวดเร็ว แค่ใช้มือรูดปิดเท่านั้น กาวไม่เหนียวติดมือ ถ้าลองเอามือลูบดูก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นกาวเลย ผู้ใช้งานจะไม่รู้สึกเหนอะหนะ ทำให้รู้สึกสะดวกสบายในการใช้
การที่จะห่อผลไม้ให้สนิทและอยู่บนต้นจนกว่าจะเก็บผลได้นั้นต้องใช้กาวที่แข็งแรงมาก ซึ่งเราทำได้แต่เมื่อทิ้งไว้หลายวันแล้วมันจะเปิดแล้วเอามาใช้ใหม่ไม่ได้เพราะแน่นมากแม้โดนแดดโดนฝนปากถุงก็ไม่เปิด แต่ถ้าเราทำให้กาวมีความแข็งแรงไม่มากนัก อันนี้ก็ทำให้สามารถเปิดปิดถุงนี้ได้หลายๆ ครั้ง สามารถเอามาประยุกต์ใช้กับลักษณะงานอื่นๆ ได้ เช่น ถุงขนมโดนัทที่เรารับประทานไม่หมด เราก็สามารถปิดปากถุงเอาไว้ได้ ไม่ให้มดหรือแมลงวันตอม หรืออย่างซองกาแฟและน้ำตาลที่บางคนอาจไม่ได้ใช้ทั้งซอง อย่างนี้เราก็ใช้กาวที่ว่านี้มาใช้ปิดที่ปากถุงได้ เพราะมันสามารถเปิดปิดได้หลายครั้ง หรือใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับใส่ดอกไม้เพื่อไม่ให้กลีบดอกช้ำเวลาวาง ดร.รุ้งนภาอธิบาย
ยิ่งมองในด้านต้นทุนแล้ว ต้องเรียกได้ว่าถูกมากๆ แค่ใช้กระดาษธรรมดา ส่วนกาวก็ทำจากยางพาราซึ่งมีมากมายในประเทศไทย ถือว่าเป็นการใช้ของในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ และนอกจากกาวทำจากวัสดุธรรมชาติแล้วยังไม่มีสารพิษเจือปนจึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่พิสูจน์ได้ว่าคนไทยมีความเก่งไม่แพ้ชาติอื่นเลย
หน้า 7
ข้อมูลจาก มติชน
