โดย ศรีราชา เจริญพานิชการที่ผมนำเรื่องการศึกษาขั้นพื้นฐานมากล่าวย้ำ มิใช่จะเป็นการเอาชนะคะคาน แต่เป็นความห่วงใยอย่างจริงใจ ในการศึกษาของชาติซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง ในการที่จะนำพาประเทศก้าวหน้าไปให้ทันกับประเทศอื่นๆ เขา ผมรู้สึกว่ายิ่งนานวันประเทศไทยของเราถอยหลังถูกทิ้งห่างออกไปทุกที
ดังนั้น การตัดสินใจในประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ยิ่งกว่าประเด็น นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เสมอไป ประเด็นที่ผมเสนอให้บัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างแรก) มาตรา 47 วรรคแรก ว่า ให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 9 ปี โดยต้องจัดให้อย่างเพียงพอทั่วถึง อย่างมีคุณภาพและเป็นธรรม โดยขอให้ตัดคำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ออกไป คงให้มีคำว่า ไม่เก็บค่าใช้จ่าย ไว้เฉพาะในวรรคสอง ซึ่งเป็นกรณีการจัดการศึกษาให้ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือผู้ยากไร้เท่านั้น ที่รัฐควรจัดให้ฟรี
การบัญญัติให้การศึกษาขั้นพื้นฐานโดยลดจำนวนปีลงเป็น ไม่น้อยกว่า 9 ปี นั้น มิได้ลดการจัดลงไปตามตัวเลข เพราะถ้ารัฐมีงบประมาณมากพอเพียงก็อาจจัด 10 ปี 12 ปี หรือ 15 ปี ก็ได้ แต่มองอย่างผิวเผินดูเหมือนว่าจะลดการสนับสนุนจากรัฐลงไป แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น การกำหนด ไม่น้อยกว่า 9 ปี จึงเป็นเพียงการลดภาระของรัฐลงไปว่า ถ้ากรณีไม่อาจจัดงบประมาณให้พอเพียงได้จริงๆ ก็ไม่ต้องดันทุรังจัดการศึกษาอย่างทุลักทุเล และเป็นเหตุให้การจัดการศึกษามีคุณภาพต่ำลงอย่างมากๆ ทั้งระบบ แต่ควรจะทุ่มเงินงบประมาณเต็มที่ให้แก่การจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี เพื่อให้มีคุณภาพได้มาตรฐานทุกชั้นเรียน อันจะเป็นฐานที่สำคัญยิ่ง ในการที่จะศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ดีต่อไปในอนาคต
จากการรายงานวิจัย การศึกษาค่าใช้จ่ายต่อหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี จะเห็นว่า การจัดสรรเงินงบประมาณให้ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากปฏิรูปการศึกษาในปี 2543 ไม่เพียงพอ และยังมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าห้ามเก็บค่าใช้จ่าย จึงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติคือ เงินงบประมาณที่จะใช้มีไม่เพียงพอ แต่ก็ยังห้ามเก็บเงินเพิ่ม โรงเรียนเกือบทุกแห่งจึงต้องเลี่ยงบาลีโดยขออนุมัติจากคณะกรรมการสถานศึกษาขอบริจาคจากผู้ปกครอง หรือจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อหาเงินมาเสริม จึงกลายเป็นภาระของโรงเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากผู้เขียนรัฐธรรมนูญและผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการแสดงถึงความหรูหราศิวิไลซ์ที่มีมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานถึงเกรด 12 ทั้งๆ ที่การจัดเงินงบประมาณให้ไม่พอเพียงในแต่ละช่วงชั้น ทำให้มาตรฐานการศึกษาในแต่ละช่วงชั้นย่ำแย่ลงมากขึ้นๆ เมื่อฐานความรู้ย่ำแย่มาแต่ฐานล่าง พอมาถึงการเรียนในขั้นที่สูงขึ้น ก็ยิ่งแย่ลงๆ
เมื่อมีเค้กชิ้นเล็ก แต่ตัดแบ่งเป็น 12-14 ชิ้น ก็ยิ่งไม่เพียงพอ คุณภาพการศึกษาก็ยิ่งต่ำลงยิ่งแย่ลงๆ ทั้งระบบ ดังนั้นการเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า ไม่น้อยกว่า 9 ปี จึงมิใช่ลดคุณภาพการจัดการศึกษา แต่เป็นการเขียนไว้ให้หลวมและปฏิบัติได้จริง จะได้ไม่ต้องปฏิบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ และสามารถจัดการศึกษาให้ได้อย่างมีคุณภาพทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับประถมต้นจนถึงมัธยม เมื่อจัดการศึกษาได้เต็มศักยภาพในทุกระดับจากฐานสู่ยอด ก็จะสามารถยกระดับการศึกษาของไทยได้ และจะเป็นการเปลี่ยนมิติในการศึกษาให้หลุดจากวงโคจรแห่งความล้มเหลวของวงการศึกษาที่มีมาตลอดช่วง 40-50 ปี ที่ผ่านมา อีกทั้งโรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐแล้วยังเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่ได้อีก ก็คงจะยิ่งสูญพันธุ์ในอนาคต เพราะยังต้องแบกรับค่าแรงครูในขณะที่โรงเรียนของรัฐยังมีเงินเดือนหลวงเลี้ยง
ทุกคนคงไม่ปฏิเสธว่าระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาอย่างไร ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ประเทศเพื่อนบ้านที่พัฒนาน้อยกว่าเรา เขากำลังแซงหน้าไปเกือบหมดแล้วครับ อย่าเขียนรัฐธรรมนูญด้วยความรู้สึก กลัวขายหน้า กลัวถูกหาว่าถอยหลังเข้าคลอง แต่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง และยังทำลายระบบการศึกษาของชาติอีกด้วย เราจึงควรยอมรับความจริงว่า หากเกิดปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้ จะได้มีทางออกได้ มิใช่มัวแต่อยู่ในโลกแห่งความฝัน
หน้า 7
ข้อมูลจาก มติชน
