หมายเหตุ - เป็นรายละเอียดคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่มีคำสั่งระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น กรณีห้ามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มิให้นำมติที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กรณีให้ใช้คะแนนสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือระบบแอดมิสชั่นส์ ประจำปีการศึกษา 2550 ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองขอนแก่นคดีนี้ น.ส.พิชญ์สินี ฆารพูล ผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวกรวม 25 คน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองขอนแก่นเป็นคดีหมายเลขดำที่ 564/2549 กล่าวอ้างว่า สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คณะกรรมการบริหาร สทศ. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2550 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ทปอ.มีมติครั้งที่ 5/2549 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2549 ให้นำผลคะแนนสอบตามแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหาร สทศ.มีมติในการประชุม ครั้งที่ 12/2549 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2549 ให้ สทศ.ดำเนินการสอบโอเน็ตให้แก่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้เพียงคนละหนึ่งครั้งเท่านั้น ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 25 คน ซึ่งได้สอบโอเน็ตไปก่อนหน้านี้แล้วไม่สามารถสอบโอเน็ตใหม่ และหากได้สอบโอเน็ตใหม่ก็ไม่สามารถนำผลการสอบใหม่ไปใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2550 ได้
จึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังนี้ 1) เพิกถอนมติของ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ. ที่กำหนดให้จัดทดสอบโอเน็ตแก่นักเรียนชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า ได้เพียงคนละครั้งดังกล่าว 2) ให้ สทศ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.รับสมัครผู้ฟ้องคดีเข้าทดสอบโอเน็ต ประจำปีการศึกษา 2549 และ 3) ให้ทปอ.รับพิจารณาคะแนนสอบโอเน็ตที่สอบในครั้งที่ 2 เพื่อนำไปคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้วย
ในระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาศาลปกครองขอนแก่นเห็นว่า มติของ ทปอ.ที่ให้นำผลการสอบโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้น ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และยังไม่มีความชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าวจะบรรลุวัตถุประสงค์ของ ทปอ.หรือไม่ นอกจากนี้ การให้ความคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาแก่ผู้ฟ้องคดี โดยมิให้ใช้มติดังกล่าวของ ทปอ.ก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐ และความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ศาลปกครองขอนแก่นจึงมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิจารณา โดยห้ามสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคณะกรรมการบริหาร สทศ. มิให้นำมติของ ทปอ. ครั้งที่ 5/2549 กรณีให้นำผลคะแนนโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระบบแอดมิสชั่นส์ ทั้งนี้ ให้ผลการคุ้มครองมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น
คณะกรรมการบริหาร สทศ. และ สกอ. ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพาษาของศาลปกครองขอนแก่นว่า การที่ศาลปกครองขอนแก่นมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ห้ามมิให้ สกอ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ.นำมติของ ทปอ. ครั้งที่ 5/2549 มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ทำให้ สกอ.ไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการพิจารณา ทำให้การคัดเลือกต้องล่าช้าออกไป ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ทำให้ปีการศึกษา 2550 นี้ มหาวิทยาลัยไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนได้ ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น นอกจากนี้ สกอ.ได้มีคำขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่นไว้เป็นการชั่วคราวก่อน
ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคำฟ้องและคำขอของผู้ฟ้องคดีแล้วเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 25 คน มีความประสงค์อันแท้จริงที่จะให้ศาลปกครองพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 25 คน มีสิทธินำผลการสอบโอเน็ต ครั้งที่ 2 ไปใช้สมัครรับคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งตามความประสงค์ของผู้ฟ้องคดีทั้ง 25 คน ได้นั้น ศาลจำต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนมติของ ทปอ.ในการประชุม ครั้งที่ 5/2549 และต้องเพิกถอนหลักเกณฑ์ของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่ได้นำเอามติของ ทปอ.ดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ให้ทางสกอ.คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วย
กรณีจึงถือได้ว่า คดีนี้เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนมติของ ทปอ.ในการประชุมครั้งที่ 5/2549 และเพิกถอนข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่เข้าร่วมรับนักศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์โดยปริยาย แม้มติของ ทปอ.ดังกล่าวจะไม่มีสภาพบังคับเป็นกฎหรือคำสั่งทางปกครอง แต่หลักเกณฑ์ของสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ในการคัดเลือกนักศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์มีสภาพบังคับเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในทางตำราเรียกว่า คำสั่งทางปกครองทั่วไป คำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นที่ห้ามมิให้ สกอ.นำมติของ ทปอ. ครั้งที่ 5/2549 มาใช้ในการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ จึงมีผลเป็นการชะลอหรือระงับการบังคับตามหลักเกณฑ์ของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่ใช้บังคับในการรับนักศึกษาตามระบบแอดมิสชั่นส์ด้วย
แม้ตามรูปแบบแล้วคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าว จะเป็นคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองอย่างใดๆ เพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา แต่โดยเนื้อหาแล้วเป็นคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง ตามนัยข้อ 69 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 สกอ.จึงมีสิทธิที่จะขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่นไว้เป็นการชั่วคราวได้ ตามนัยข้อ 73 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบฉบับเดียวกัน
และเมื่อพิจารณาผลอันเกิดจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่นแล้ว เห็นได้ว่าคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าวมีผลเป็นการชะลอหรือระงับการบังคับตามผลของข้อกำหนดของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่เข้าร่วมรับนิสิตนักศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ ที่นำมติของ ทปอ.ดังกล่าวไปกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้เป็นการชั่วคราวโดยปริยาย โดยที่ในการออกคำสั่งดังกล่าวศาลปกครองขอนแก่นมิได้ระบุว่า สกอ.ซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์แทนสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สมควรใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ สำหรับปีการศึกษา 2550 แทนหลักเกณฑ์ที่ได้สั่งให้ชะลอหรือระงับการบังคับไว้ ทั้งยังไม่มีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ อันเป็นการก้าวล่วงดุลพินิจของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ได้
คำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ สกอ.ไม่อาจดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ และประกาศผลการคัดเลือกได้ตามวันที่กำหนดไว้ คือวันที่ 15 พฤษภาคม เนื่องจากตราบใดที่คำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าวยังมีผลบังคับอยู่ สกอ.ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ใดให้ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร และการที่ สกอ.ไม่อาจดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระบบแอดมิสชั่นส์ และประกาศผลการคัดเลือกได้ตามวันที่กำหนดไว้ได้ จะเป็นเหตุให้สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ไม่อาจจัดการเรียนการสอนสำหรับปีการศึกษา 2550 ตามแผนการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้ได้
กรณีจึงเห็นได้ว่า คำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าวน่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะจนยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง สมควรที่ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งระงับคำสั่งของศาลปกครองขอนแก่นดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว ก่อนการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามข้อ 115 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543
ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ระงับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น ที่ห้าม สกอ.และคณะกรรมการบริหาร สทศ. มิให้นำมติของ ทปอ. ครั้งที่ 5/2549 กรณีให้นำผลคะแนนโอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระบบแอดมิสชั่นส์มาใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้ผลการคุ้มครองมีผลบังคับต่อไปจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาของศาลปกครองขอนแก่น
หน้า 22
ข้อมูลจาก มติชน
