ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในฐานะนายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (สสอท.) กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยข้อมูลการประเมินคุณภาพภายนอกสถาบันอุดมศึกษาที่พบว่าสถาบันอุดมศึกษา 21 แห่งมีอาการโคม่าว่า ข้อมูลที่สมศ.เผยแพร่ยังไม่ใช่ผลการประเมินรอบ 2 แต่เป็นเพียงการนำหลักเกณฑ์ที่จะใช้ในการประเมินรอบ 2 มาจับเข้ากับผลการประเมินรอบ แรกเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ นำไปปรับปรุงตัวเองก่อนที่จะประเมินรอบ 2 เท่านั้น ซึ่งการประเมินภายนอกของสมศ.เป็นเพียง ตัวเสริมให้มหาวิทยาลัยได้พัฒนาตัวเองเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญของการประเมินอยู่ที่การประเมินภายในต่อข้อถามถึงการที่สมศ.ระบุว่ามหา วิทยาลัยเอกชนผ่านการรับรองมีไม่มาก แสดงว่าเอกชนไม่มีคุณภาพ นายก สสอท. กล่าวว่า เราต้องมองข้อมูลหลายด้าน เพราะมหาวิทยาลัยเอกชนแต่ละแห่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จะใช้ข้อมูลเดียวกันไม่ได้ ดังนั้นการที่จะดูว่า มหาวิทยาลัยมีคุณภาพหรือไม่ต้องดูที่คุณภาพของบัณฑิตที่จบออกมาว่าเป็นอย่างไรและทำอะไร ให้แก่ประเทศชาติได้บ้าง
ดร.ธนู กุลชล อธิการบดีม.กรุงเทพ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบการ ประเมินคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของสมศ.ที่ต้องแจ้งผลการประเมินภายนอกให้ต้นสังกัดและสาธารณชนรับทราบ หากไม่ปฏิบัติจะถือว่าละเลยการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งข้อมูลที่เผยแพร่ไปนั้นตนเห็นว่าเป็นข้อมูลที่ดีเพราะทำให้ผู้บริโภครู้จักวิเคราะห์มากขึ้น ไม่ใช่ว่าเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาลแล้วจะดีทุกด้าน หรือมหาวิทยาลัยเอกชนไม่ดี ซึ่งผลที่ออกมาก็สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชน และความเป็นจริง รวมทั้งทำให้ผู้คนตื่นตัว และสถาบันการศึกษาก็ตื่นตัว ถ้าสถาบันใดอาศัยชื่อเสียงเดิม หรือบุญเก่าหากินก็คงอยู่ได้ไม่นาน
ดร.อมเรศ ศิลาอ่อน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการศึกษา กล่าวว่า ตามที่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดให้ภายในปี 2551 ภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมจัดการศึกษาไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ซึ่งหากรัฐปฏิบัติไม่ได้หรือไม่ปฏิบัติตาม ตนคิดว่าน่าจะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ว่ารัฐบาลไม่ทำตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
“ผมอยากฝากให้มหาวิทยาลัยเอกชนคำนึงถึงคุณภาพให้มากที่สุด ซึ่งเข้าใจว่าคุณภาพส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับนักศึกษาที่เข้าเรียน แต่ก็ต้องยอมรับว่าสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจะมีข้อจำกัดในการเลือกรับนักศึกษา ดังนั้นหากม.ปลายไม่ดี มหาวิทยาลัยก็คงดีได้ยาก แต่หากมีการพัฒนาอย่างเข้มข้นโดยมุ่งไปที่ความเป็นเฉพาะทางมากขึ้น เช่น ด้านภาษาอังกฤษที่ภาคเอกชนมีศักยภาพอยู่แล้ว โดยให้ท่องให้เป็นคาถาจนขึ้นใจ ไม่ต้องสนใจว่าจะมีนักศึกษามากหรือน้อย ผมมั่นใจว่าหากตราบใดที่ไม่ทิ้งคุณภาพ สถาบันอุดมศึกษาเอกชนก็ไม่มีวันแพ้แน่นอน” ดร.อมเรศ กล่าว.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
