กพฐ.รื้อหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้มา 6 ปีไม่เวิร์ก ข้อเสียอื้อทั้งเนื้อหาซ้ำซ้อน ไม่ชัดเจน เผยหลักสูตรใหม่กำหนดตัวชี้วัดแต่ละชั้นปีแทนกำหนดเป็นช่วงชั้นละ 3 ปี ทำให้ ร.ร.ออกแบบการเรียนการสอนในชั้น ป.1-ม.6 ได้ตรงตามมาตรฐานชาติ รองเลขาฯ กพฐ.ชี้ต้องโละตำราเก่าทิ้ง พิมพ์ใหม่หมดกพฐ. มีมติรื้อหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ว่า จากการประชุมคณะกรรมการ กพฐ.ที่มีนายชัยอนันต์ สมุทวณิช เป็นประธาน ที่ประชุม กพฐ.มีมติให้ปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 โดยให้ทบทวนใน 3 หลักการ คือ 1.การที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดโอกาสให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรเอง สถานศึกษาเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ถ้ายังไม่เข้มแข็งเพียงพอ สพฐ.ควรช่วยเหลือดูแลให้มีหลักสูตรที่มีคุณภาพ 2.ความชัดเจนระหว่างหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรท้องถิ่น และ 3.ขอให้สถานศึกษาเน้นเรื่องกระบวนการเรียนรู้ให้มากขึ้น
'เนื่องจากการใช้หลักสูตรดังกล่าวในชั้น ป.1 - ม.6 เป็นเวลา 6 ปี และจากงานวิจัยของนักวิชาการ สพฐ.ซึ่งลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ ตลอดจนงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท และปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยต่างๆ พบว่าต้องทบทวนปรับปรุงเรื่องของความไม่ชัดเจน และความซ้ำซ้อนของเนื้อหา เร็วๆ นี้ กรรมการ กพฐ.จะจัดสัมมนาโต๊ะกลม เชิญผู้แทนโรงเรียนจำนวนหนึ่งมาร่วมสัมมนาด้วย เพื่อให้ได้ความชัดเจน' คุณหญิงกษมา กล่าว
ผอ.สำนักวิชาการฯ เชื่อไม่กระทบแอดมิสชั่นส์
นางเบญลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 จะปรับปรุงตัวชี้วัด ซึ่งเป็นตัวกำหนดเป้าหมายของนักเรียนว่าควรจะรู้ และควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละชั้นปี จากเดิมที่กำหนดตัวชี้วัดเป็นช่วงชั้นที่ 1 (ป.1 - 3) ช่วงชั้นที่ 2 (ป.4 - 6) ช่วงชั้นที่ 3 (ม.1 - 3) และช่วงชั้นที่ 4 (ม.4 - 6) ก็จะปรับเป็นตัวชี้วัดของแต่ละชั้นปีแทน คือตั้งแต่ ป.1-ม.6 นอกจากนี้ จะกำหนดระยะเวลาเรียนให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น การปรับครั้งนี้จะส่งผลให้การกำหนดเป้าหมายในแต่ละชั้นปี ตลอดจนการออกแบบการเรียนการสอนบรรลุมาตรฐานชาติได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 เป็นครั้งแรกนับแต่เริ่มใช้ อย่างไรก็ตาม จะไม่กระทบต่อโครงสร้างกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระฯที่ยังคงเหมือนเดิม ทั้งนี้ เมื่อปรับปรุงหลักสูตรเสร็จแล้วจะนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อลงนามในประกาศ ศธ. เรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 (ฉบับปรับปรุง) ต่อไป
'การปรับหลักสูตรจะเป็นประโยชน์ต่อโรงเรียน เพราะจะมีแผนในการออกแบบการเรียนการสอนได้ชัดเจนมากขึ้น และคงไม่กระทบต่อระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์' นางเบญลักษณ์ กล่าว
รองเลขา กพฐ. เผยตัวชี้วัดเดิมทำให้เรียนซ้ำซ้อน กำจัดจุดอ่อนเด็กไทย
ขณะที่นายวินัย รอดจ่าย รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การกำหนดตัวชี้วัดแบบช่วงชั้นแบบเดิมนั้น ค่อนข้างกว้าง ทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งนำไปออกแบบการจัดการเรียนการสอนไม่เหมือนกัน ทำให้นักเรียนต้องเรียนซ้ำซ้อนกันเมื่อต้องย้ายโรงเรียน เช่น กรณีของนักเรียนใน จ.เชียงใหม่ เรียนเรื่องดวงจันทร์ในชั้น ป.2 เมื่อย้ายมาเรียน ป.3 ในโรงเรียนที่กรุงเทพฯ ก็ต้องมาเรียนเรื่องดวงจันทร์ในเนื้อหาที่ซ้ำเหมือนเดิมอีก ทั้งที่ควรจะได้เรียนเรื่องใหม่ เป็นต้น ฉะนั้นการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในแต่ละชั้นปี จะทำให้เด็กไม่ต้องเรียนเนื้อหาซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ จะปรับสัดส่วนค่าน้ำหนักของเวลาที่ใช้ในการเรียนการสอนกลุ่มสาระฯต่างๆ ด้วย เช่น จากเดิมช่วงชั้นที่ 1 กำหนดให้เรียนกลุ่มสาระฯ คณิตศาสตร์ และภาษาไทย 50% ของเวลาเรียนทั้งหมด ที่เหลืออีก 50% เรียนอีก 6 กลุ่มสาระฯ เป็นต้น แต่หลังจากนี้สัดส่วนอาจเปลี่ยนแปลง โดยอาจให้ค่าน้ำหนักการเรียนในกลุ่มสาระฯ ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ เพิ่มมากขึ้น เพราะกลุ่มสาระฯเหล่านี้เป็นจุดอ่อนของเด็กไทย และมีแนวโน้มว่าจากเดิมที่กำหนดตายตัวว่าแต่ละชั้นปีจะต้องเรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระฯนั้น ต่อไปในบางชั้นปีอาจไม่จำเป็นต้องเรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระฯ อาจเรียนเพียง 3-5 กลุ่มสาระฯตามความจำเป็น แต่เมื่อจบในแต่ละช่วงชั้นนักเรียนต้องได้เรียนครบทั้ง 8 กลุ่มสาระฯ
จัดประชาพิจารณ์ปรับหน่วยกิตโละตำราเก่าทิ้ง
นายวินัย กล่าวว่า ต้องปรับหน่วยกิต และการประเมินผลการเรียนการสอนให้สอดคล้องกันด้วย ซึ่งรายละเอียดต่างๆ คาดว่าจะได้แนวทางในเดือนธันวาคม ก่อนจะจัดประชาพิจารณ์จากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งผู้ปกครอง นักเรียน ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักการศึกษา ในเดือนมกราคม 2551 อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ ในส่วนของโครงสร้างหลักสูตรยังเหมือนเดิม คือเป็นหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรท้องถิ่น โดยในส่วนของหลักสูตรท้องถิ่นนั้น สถานศึกษาสามารถนำหลักสูตรท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วมาใช้เหมือนเดิมได้ หรือจะปรับให้ทันสมัยมากขึ้นก็ได้ โดยสถานศึกษาขนาดเล็ก และที่อยู่ห่างไกล อาจรวมกลุ่มโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงกันมาร่วมจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นด้วยกัน และหลังจากที่ปรับหลักสูตรฯแล้ว จะต้องจัดพิมพ์หนังสือเรียน ป.1-ม.6 ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดคล้องกัน
'หนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ที่ สพฐ.อนุญาตให้สำนักพิมพ์เอกชนต่างๆ พิมพ์ โดยกำหนดให้ใช้ต้นฉบับได้เพียง 5 ปี ในส่วนของหนังสือเรียน ป.1, ป.4, ม.1 และ ม.4 ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2546 นั้น จะหมดอายุในเดือนมิถุนายน 2551 ที่ประชุมผู้บริหาร สพฐ.จึงมีมติให้ยืดระยะเวลาให้สำนักพิมพ์เอกชนต่างๆ ทั่วประเทศ สามารถใช้ต้นฉบับเดิมพิมพ์เพื่อใช้ในการเรียนการสอนต่อไปได้ จนกว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉบับปรับปรุงจะแล้วเสร็จ คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ก็จะทำให้หนังสือเรียนราคาเท่าเดิมด้วย' นายวินัย กล่าว
ศธ. เชื่อรื้อหลักสูตรช่วยปรับคุณภาพการศึกษา
นายวิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวว่า การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน ถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับคุณภาพการศึกษา ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้ว แต่คงไม่ได้มีผลบังคับใช้ในทันที ต้องทิ้งช่วง และส่วนใหญ่จะเริ่มในต้นปีการศึกษา
ข้อมูลจาก มติชน
