คอลัมน์ เมืองไทย25น.ทฤษฎีบ่อปลา นั่นคือสูตรเฉพาะหน้าที่ รมว.คลังคนใหม่เตรียมหยิบขึ้นมาใช้เพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจไทยยามนี้
ก็ดูเป็นวิชาการอยู่กับวิธีดังกล่าว สมกับที่จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) ธรรมศาสตร์ ปริญญาโทจากลอนดอน สกูล ออฟ อิโคโนมิกส์ อังกฤษ และปริญญาเอกสาขาเดียวกันจากแคนาดา เคยผ่านงานแบงก์โลกมาแล้ว
ทฤษฎีบ่อปลา ของนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช นั้นเปรียบเศรษฐกิจทั้งระบบของประเทศเป็นเหมือนกับบ่อโดยมีประชากรไทย 63 ล้านคนเป็นฝูงปลาที่แหวกว่ายออกมาเป็นตัวเลขจีดีพี
รัฐบาลมีหน้าที่เติมน้ำ(เงิน) เข้าไปในบ่อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือไม่น้อยเกินไปจนฝูงปลารู้สึกอึดอัด ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะฟองสบู่
เมื่อเศรษฐกิจไทยขณะนี้ชะงักงัน นายสุชาติก็เลยเตรียมเติมเงินเข้าไปในระบบผ่านนโยบายประชานิยมหลากรูปแบบ เดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.4 หมื่นบาท เร่งลงทุนโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ลดค่าเคให้ผู้รับเหมา ยืดเวลา 6 มาตรการนาน 6 เดือนของรัฐบาลชุดที่แล้วออกไป ฯลฯ
ฟังดูแล้วก็ชวนเคลิ้ม แต่นึกไม่ออกเหมือนกันว่ารัฐบาลจะไปหาเงินจากที่ไหนมาเทลงในบ่อปลา
เพราะแต่ละโครงการต้องใช้เงินระดับหลายหมื่นล้านถึงแสนล้านเลยทีเดียว ปัจจุบันรัฐบาลก็ยังใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณอยู่ ตกลงจะให้ขาดดุลเพิ่มมากขึ้นอีกตลอดกาลหรือไร
วิธีการลักษณะนี้มันคือการยืมเงินในอนาคตมารับใช้ปัจจุบัน ถ้าเป็นการใช้เพื่อลงทุนซึ่งจะมีผลตอบแทนคืนในภายหลังคงไม่เป็นไร แต่ประเภทลดแลกแจกฟรีแบบประชานิยมนั้นมันไม่ต่างไปจากการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ มีแต่มลายหายสิ้นหมด
ที่ผ่านมาเรื่องคนจนกับการมีหนี้ยังเป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันไม่จบ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเมื่อจนแล้วก็ต้องเจียมรู้จักอยู่อย่างพอเพียง ขณะอีกฝ่ายเห็นว่าไหนๆ ก็จนอยู่แล้วควรยอมเป็นหนี้เพื่อนำเงินมาลงทุนหาผลกำไรมาปลดหนี้ให้หายจนดีกว่า
เมื่อนายสุชาติมองเห็นว่าการสร้างหนี้คือโอกาสของชีวิตหาใช่ภาระไม่ ก็ได้แต่รู้สึกหวั่นใจเกรงว่าประเทศอาจต้องล้มละลายก่อนวันสิ้นโลกจะมาเยือนเสียก่อนเท่านั้น
กับคนชาติอื่นหนี้อาจจะเป็นได้ทั้งภาระและโอกาส
แต่สำหรับคนไทยแล้วประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาบอกว่าหนี้มักจะเป็นภาระเสมอ
ข้อมูลจาก ข่าวสด
