นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายนว่า ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการส่งออกประสานสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(ทูตพาณิชย์)ทั่วโลกย ให้จัดทำรายงานประเมินสถานการณ์ในประเทศนั้นๆจากรายไตรมาสเป็นรายเดือนแทน เพื่อให้รับทราบสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และหากเกิดปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันการณ์ หลังสภาคองเกรสสหรัฐฯไม่เห็นชอบมาตรการฮัดฉีดเงิน 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ และวิกฤตการเงินกำลังลุมลามไปทั่วโลก และเตรียมพร้อมเพื่อไม่ให้กระทบต่อเป้าหมายส่งออกไทยในปี 2551 ซึ่งกำหนดให้ขยายตัว 15-20% แต่สำหรับปี 2552 กำลังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และตัวเลขคาดการณ์ใหม่ย" ผมมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น อาจไม่รุนแรงอย่างที่คาดกันไว้ เพราะขณะนี้รัฐบาลของประเทศในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักส่งออกของไทย เริ่มมีแผนอัดฉีดเงินเข้าระบบ เพื่อหยุดการลุกลามจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ น่าจะลดแรงกดดันได้บ้าง และคงกระทบการส่งออกของไทยไม่มากนักย และตลาดใหม่ที่เป็นเป้าหมายส่งออกของไทยยังขยายได้ดี ยกเว้นสิงคโปร์ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินสหรัฐฯมากสุด ย" นายศิริพล กล่าว
นายศิริพล กล่าวว่าแนวโน้มค่าบาทแข็ง เชื่อว่าผู้ส่งออกไทยยังรับมือได้ไหว ซึ่งที่ผ่านมาก็ผันผวนอยู่แล้วซึ่ง เคยขึ้นไปแข็งค่าสูงสุดที่ระดับ 30-31 บาท และอ่อนค่าระดับ 38 บาท แต่สถานการณ์ขณะนี้คาดว่าค่าเงินบาทไม่น่าจะแกว่งตัวจากเดิมไปมากนัก ซึ่งทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธ.ป.ท.) จะเป็นผู้ดูแล
นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ กล่าวว่าย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกำลังจับตามองสถานการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วอย่างใกล้ชิด หลังเกิดวิกฤตทางการเงินในสหรัฐย เพราะอาจใช้เป็นเหตุผลเพิ่มการบังคับใช้มาตรการทางการค้าต่างๆ จนต้องชะลอการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศย ย เพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทย
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะอนุกรรมการติดตามผลกระทบจาการเปิดข้อตกลงการค้าเสรี หอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวน่าจะกระทบต่อการค้าโลกไม่น้อยกว่า 1-2 ปี โดยจะทำให้การค้าระหว่างประเทศแข่งขันกันมากขึ้น ฉะนั้นการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้า(เอฟทีเอ)และสิทธิประโยชน์ทางการค้าต่างๆ จะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าของประเทศได้อย่างมาก
ข้อมูลจาก มติชน
