ภายหลังสภาคองเกรสลงมติด้วยคะแนนเสียง 228 ต่อ 205 เสียง ไม่รับรองร่างกฎหมายกอบกู้วิกฤติการเงินของรัฐบาลมูลค่า 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯย เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ผ่านมานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ส่งผลให้การปิดการซื้อขายตลาดหุ้นสหรัฐฯย ทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวที่แนวลบหลายร้อยจุดทันที เนื่องจากนักลงทุนหวั่นวิตกว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลจะจัดการหนี้เสียมูลค่ามหาศาลของธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ได้อย่างไร และยังแสดงให้เห็นว่า วิกฤติการเงินอาจจะเลวร้ายลงอีก หลังจากทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายแห่งต้องล้มละลายหรือขายกิจการ
รายงานระบุต่อว่า ผลพวงของตลาดหุ้นดิ่งกราวรูดยังฉุดให้ราคาน้ำมันดิบตลาดไนเม็กซ์ งวดส่งมอบล่วงหน้าเดือนพฤศจิกายน ดิ่งลงถึง 10.52 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปปิดที่ 96.37 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ทำให้หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 10,365.45 จุด ดิ่งลง 777.68 จุด หรือ 6.98% เป็นการปรับลดลงในวันเดียวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีแนสแดค ปิดที่ 1,106.42 จุด ลดลง 106.85 จุด หรือ 8.81% และดัชนีเอสแอนด์พี ปิดที่ 1,983.73 จุด ลดลง 199.61 จุด หรือ 9.14%
ด้านตลาดหุ้นสำคัญของยุโรป ดิ่งลงถ้วนหน้าราว 4-5% จากผลพวงของวิกฤติการเงิน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของฟอร์ติส กลุ่มธุรกิจธนาคารและประกันภัยรายใหญ่ของยุโรป ที่ขายหุ้นให้กับรัฐบาลกลุ่มเบเนลักซ์ เพื่อหนีวิกฤติล้มละลาย รวมถึงแบรดฟอร์ด แอนด์ บิงลีย์ ธนาคารปล่อยสินเชื่อบ้านของอังกฤษ ที่ประสบภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องเข้าซื้อกิจการ
ข้อมูลจาก มติชน
