เมื่อวันที่ 22 ก.ย. นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเสวนาวิชาการเรื่อง วิกฤตเลห์แมนฯ : แรงกระเพื่อมต่อการเงินโลกและผลกระทบต่อไทย จัดโดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า จากปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐล้มละลาย รัฐบาลจำเป็นต้องดูว่าควรจะออกมาตรการอะไรมารับมือ โดยรัฐต้องระดมเงินออมและพยายามสร้างความเชื่อมั่นในการออกเครื่องมือทางการเงิน รวมถึงช่วยลดความตึงตัวในระบบการเงินให้น้อยลง แต่ขณะนี้ถือว่าไทยยังไม่จำเป็นต้องอัดฉีดเงินในระบบการเงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตการเงินสหรัฐในทันที เพราะปัญหาสภาพคล่องการเงินที่ตึงตัวกระทบแค่เม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น ส่วนการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว แต่จะต้องพิจารณาตามปัจจัยเงินเฟ้อเป็นหลักที่ถือว่าล่าสุดก็เริ่มดีขึ้นนายสมชัย กล่าวถึงการวางตัวรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของรัฐบาล ว่า บุคคลที่เหมาะสมจะเข้ามาทำงานในทีมเศรษฐกิจ ต้องมีความรู้ความสามารถและเข้าใจต้นตอปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าการดำเนินโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐ น่าจะเริ่มได้ในปีหน้า ซึ่งตรงจุดนี้รัฐบาลคงต้องเตรียมหามาตรการรองรับภาระต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านน.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สายนโยบายการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาคือ สภาพคล่องที่ตึงตัวของสหรัฐทำให้ธุรกิจกู้ยืมเงินได้ยากขึ้น เป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการลดกำลังการผลิตหรือไม่มีแผนขยายโครงการอะไร ทำให้ไม่เกิดการจ้างงาน รายได้ประชาชนลดลง การบริโภคต่ำลง ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐโตน้อยลง กระทบภาคส่งออกไทยในระยะยาว
ด้านนายสมภพ มานะรังสรรค์ อาจารณ์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ยังเป็นห่วงว่าถ้าได้คนที่ไม่เหมาะสมมานั่งกระทรวงการคลังจะเกิดปัญหาไร้เอกภาพในการดำเนินนโยบายการเงินและการคลังร่วมกับธปท.อีก เพราะหน้าที่ของ 2 หน่วยงานที่ต้องทำงานร่วมกัน คือป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ที่อยู่นอกบ้านลุกลามเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ เข้าเก็งกำไร เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมน้ำใส่รถดับเพลิงไว้ให้ทันด้วย
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ว่า งานที่รมว.คลังคนใหม่ต้องเข้ามาสานต่อ คือการปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ซึ่งได้ศึกษาไว้เรียบร้อยแล้ว สาระสำคัญจะมีทั้งในส่วนของการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 30% และลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บในอัตราขั้นบันได 5-37% เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่ภาษีอยู่ในอัตราต่ำ หากไทยไม่ปรับโครงสร้างภาษีอย่างจริงจังจะทำให้ศักยภาพการแข่งขันลดต่ำลง นอกจากนี้ จะต้องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 7% และสิ้นปีงบประมาณ 52 จะต้องปรับขึ้นไปที่ 10% แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะอาจเป็นการซ้ำเติมเศรษฐกิจ
รมว.คลังคนใหม่ ต้องเร่งบริหารเศรษฐกิจอย่างไม่มีเวลาหายใจ ต้องออกมาตรการต่างๆ เพื่อรับความผัวผวนจากต่างประเทศ โดยจะต้องเร่งใช้จ่ายงบประมาณปี52 จำนวน 1.8 ล้านล้านบาท ให้ได้ไตรมาสแรก มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 22% เพื่อเป็นการโหมไฟให้มีแรงขับเคลื่อนประเทศ และยังจะต้องเร่งขับเคลื่อนเมกะโปรเจ็กต์ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า น.พ.สุรพงษ์กล่าว
ข้อมูลจาก ข่าวสด
