นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันประกันเงินฝาก เปิดเผยว่า ขณะนี้สถาบันประกันเงินฝาก และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างติดตามพฤติกรรมของสถาบันการเงินหลายแห่งและลูกค้าเงินฝากรายใหญ่ที่ได้ซื้อตราสารการเงินหรือตั๋วบีอีไว้กับธนาคารต่างๆ ก่อนหน้าจะมีวิกฤตการเงินในสหรัฐ ซึ่งมีผลให้ผู้ซื้อตราสารดังกล่าวเกิดความวิตกและแห่ขอไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนด แต่เนื่องจากธนาคารไม่ต้องการให้กระทบต่อสภาพคล่องของธนาคารจึงแก้ปัญหาด้วยการชักชวนให้ผู้ฝากเปลี่ยนจากการซื้อตราสารเป็นเงินฝากแทน ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวถือว่าไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การตั้งสถาบันคุ้มครองเงินฝาก จึงอาจจะเสนอให้อุดช่องโหว่ดังกล่าวด้วยการนำตั๋วอีบีมาคำนวณรวมเป็นฐานเงินฝากด้วยการออกตั๋วบีอีเพื่อขายผู้ฝากเงินรายใหญ่จะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากปกติและเงินในส่วนดังกล่าวไม่อยู่ในการคุ้มครองของสถาบันการเงิน ดังนั้นทั้งผู้ฝากและธนาคารต้องรับความเสี่ยงกันไปหากมีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อเกิดเหตุสถาบันการเงินสหรัฐล่ม หลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบไทยก็แห่ไปถอนตั๋วบีอีกันมาก ธนาคารหาทางออกด้วยการเปลี่ยนให้ลูกค้ามาฝากเงินแทนแล้วอ้างว่าจะได้รับการคุ้มครองจากสถาบัน ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะการออกตั๋วบีอีก่อนหน้านี้เพื่อต้องการเลี่ยงการนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากที่ทุกธนาคารจะต้องนำส่ง 0.4% ของยอดเงินฝาก นายสิงหะกล่าว
นายสิงหะ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานของสถาบันซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น อยู่ระหว่างเริ่มงานสำคัญชิ้นแรกคือเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลังเพื่อเสนอครม. และออกพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สถาบันการเงิน 42 แห่งที่เป็นสมาชิกของสถาบันนำส่งเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากที่บริหารโดยสถาบัน 0.4% คาดว่าสิ้นเดือนธ.ค.51 สมาชิกน่าจะเริ่มนำส่งเงินงวดแรกได้รวมแล้วเป็นเงินประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาท ส่วนงวดต่อไปต้องนำส่งสิ้นเดือนมิ.ย.52 ซึ่งเงินดังกล่าวจะบริหารโดยกองทุนคุ้มครองเงินฝากที่จะนำไปลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์และเงินฝากที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าไม่มีความเสี่ยงและมีสภาพคล่องพอสมควร โดยจะไม่ลงทุนในหุ้น ซึ่งผลกำไรไม่เกินกึ่งหนึ่งจะนำมาใช้ในการบริหารงานของสถาบัน
ข้อมูลจาก ข่าวสด
