คอลัมน์ เมืองไทย25น.นายมหาเศรษฐี
แม้ผลกระทบทางตรงต่อไทยจากวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐที่ประสบปัญหาถึงขั้นต้องล้มละลายจะมีไม่มากนัก
เพราะธุรกรรมทางการเงินของไทยที่มีต่อสถาบันการเงินดังกล่าวมีเพียงนิดเดียวตามขนาดของประเทศบนแผนที่โลก
แต่ผลกระทบทางอ้อมในระยะยาวก็มีไม่น้อยเหมือนกัน
โดยเฉพาะความเชื่อถือของคนไทยต่อสถาบันที่ประกอบธุรกิจการเงินและประกันภัย
เพราะต้นธารแห่งวิกฤตที่เกิดขึ้นในสหรัฐครั้งนี้เป็นผลมาจากความผิดพลาดด้านการบริหารของสถาบันการเงินประเภทดังกล่าวทั้งสิ้น
แต่ละแห่งที่ล้มไปใช่ว่าเป็นบริษัทขนาดเล็กไร้เกียรติประวัติ ล้วนระดับยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลกและทำธุรกิจมานานเข้าขั้นลายครามทั้งสิ้น
ใครบ้างไม่เคยได้ยินชื่อเลห์แมน บราเธอร์ส ใครบ้างไม่รู้จักเมอร์ลิน ลินช๏ฟฝ หรือ เอไอจี
สถาบันระดับโลกที่มากด้วยเกียรติประวัติระดับนี้ ยังต้องล้มครืนมาแล้วทั้งที่ระบบตรวจสอบของทางการสหรัฐถือว่าเข้มแข็งมากที่สุดในโลกก็ตาม แล้วธุรกิจประเภทเดียวกันในไทยที่ทั้งเล็กกว่าและระบบตรวจสอบก็เข้มข้นน้อยกว่าจะมีสถานะเป็นเช่นไร
อย่าลืมว่าหัวใจที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้อยู่ได้ก็คือความเชื่อถือจากลูกค้า
ถ้าลูกค้ารู้สึกไม่มั่นใจในธนาคารใดแล้วจะมีใครคิดนำเงินไปฝาก ถ้าผู้เอาประกันไม่ไว้ใจในบริษัทประกันภัยใด ใครเขาจะไปซื้อกรมธรรม์
กลุ่มธนาคารพาณิชย์บ้านเราน่าจะถูกหางเลขมากกว่าใครอื่น เพราะโดนเข้าไปถึง 2 เด้ง
เด้งแรกเป็นเรื่องที่กฎหมายสถาบันประกันเงินฝากมีผลบังคับใช้ เมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเงินฝากของลูกค้าในวงเงินจำกัด ช่วงปีแรกที่ยังคุ้มครองเต็มจำนวนอยู่อาจจะยังไม่เป็นไร แต่ปีถัดๆ ไป ที่ค่อยๆ ทยอยลดความคุ้มครองลงจนเหลือแค่บัญชีละ 1 ล้าน คราวนี้แหละจะเริ่มเป็นปัญหา
เด้งหลังเกิดจากสถาบันการเงินในสหรัฐที่ล้มลง ซึ่งทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นในการนำเงินไปฝากไว้กับธนาคารต่างๆ ด้วย
แต่ลูกค้าเองก็มีปัญหาเหมือนกันตรงที่นึกไม่ออกว่าถ้าถอนเงินออกจากธนาคารแล้วจะนำไปเก็บไว้ที่ไหนดี ถึงจะได้ผลตอบแทนพอสมควรและมีความมั่นคงปลอดภัย ครั้นจะใส่ตุ่มใส่ไหแบบคนโบราณก็รังแต่เป็นอาหารของปลวกเสียเปล่า
ปัญหาของลูกค้าก็เลยกลายเป็นความโชคดีของธนาคารไปในที่สุด
ข้อมูลจาก ข่าวสด
