หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่นำมาใช้กันในปัจจุบัน คือ แนวคิดการทำกิจกรรมด้าน CSR (Corporate Social Responsibility) หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ ซึ่งแต่ละองค์กรมีแนวทางที่แตกต่างกันไป บางองค์กรมุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ศิลปและวัฒนธรรมและบางแห่งให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างสถาบันครอบครัว ขณะที่อีกหลายๆแห่งจัดกิจกรรมผ่านออกมาในรูปแบบมูลนิธิอย่างเช่นมูลนิธิตาเฮอร์สยามวาลาเพื่อการศึกษา ที่เพิ่งจัดงานฉลองการรับรางวัล หน่วยงานดีเด่นของชาติ สาขาพัฒนาสังคม ประจำปี 2550 จากการคัดเลือกของคณะอนุกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานส่งเสริมเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ร่วมกับผู้ที่ได้รับทุนสนับสนุนโครงการต่างๆ จากทางมูลนิธิ อีกรวม 100 โครงการ เป็นครั้งแรก
และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองความภาคภูมิใจ สัมฤทธิผลของโครงการการเรียนรู้...จากน้ำใจ ดี เอช เอ สยามวาลา ผู้ริเริ่มก่อตั้งและสนับสนุนมูลนิธิแแห่งนี้ มากว่า 40 ปี โดยยึดแนวทางพัฒนาด้านการศึกษาที่จะคืนกำไรให้สังคม จากการทำธุรกิจจำหน่ายเครื่องเขียนมานาน 100 ปี
ดร.นิเชต สุนทรพิทักษ์ ประธานมูลนิธิ เล่าถึงความเป็นมาของ มูลนิธิ ให้ฟังว่าเกิดขึ้นโดยพระยาไชยยศสมบัต ประธานกรรมการบริษัท ดี เอช เอ สยามวาลาฯ ริเริ่มตั้งขึ้น เมื่อปี 2507 จากการมอบเงินทุนจำนวน 100,000 บาท เป็นทุนอาหารกลางวัน ให้กับ ม.ล. ปิ่น มาลากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น นำไปจัดตั้งเป็นกองทุนชื่อ กองทุนตาเฮอร์สยามวาลาเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่นายตาเฮอร์ สยามวาลา ภายหลังปรับเปลี่ยนมาเป็นทุนการศึกษา และ พัฒนาครู เช่น นำครูจากถิ่นธุรกันดารเข้ามาดูงานในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งจัดไปดูงานในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น
จนกระทั่งในปี 2533 รัฐบาลเริ่มมีการให้ทุนด้านการศึกษา หรือขอทุนจากรัฐบาลได้มากขึ้น ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงปรับสถานะกองทุนเป็น มูลนิธิตาเฮอร์สยามวาลาเพื่อการศึกษา มีทุนเริ่มแรก 3 ล้านบาทปัจจุบันมีเงินทุน 36 ล้านบาท โดยในภายหลังทางกระทรวงได้นำเงินทุนนี้ไปพัฒนาเป็นโครงการด้านการศึกษา ซึ่งเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2546/47 เป้าหมายเพื่อให้นักเรียนได้ทำโครงการที่ฝันไว้ โดยเฉพาะ โครงการด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยเริ่มทดลองโครงการกับพื้นที่การศึกษา เขต 6 รวม 9 จังหวัดประกอบด้วย ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยจัดส่งเงินทุนให้โรงเรียนและเด็กนักเรียนบริหารเงินทุนกันเอง ถือเป็นการริเริ่มโครงการให้โรงเรียนและเด็กนักเรียนรู้จัก คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น วิเคราะห์ และสังเคราะห์ปัญหาเป็น พร้อมๆไปกับการติดตามผลแบบให้คำแนะนำ และให้กำลังใจ
โดยมูลนิธิ จัดสรรงบประมาณให้ปีละ 60 โครงการ โครงการละ 30,000 บาท ปัจจุบัน ขยายจาก เขต 6 ไปยัง เขต 1 รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ รวมโครงการทั้งสิ้น 300 โครงการ และในช่วงการฉลองครบ 100 ปี บริษัท ดี เอช เอ สยามวาลาฯ ได้เพิ่มงบให้กับทางมูลนิธิอีกเป็น 100 โครงการ โครงการละไม่เกิน 1 ล้านบาท มูลนิธิ ทำโครงการเหล่านี้ไม่ได้หวังรางวัล แต่หวังให้เกิดผลกับเด็กนักเรียน ซึ่งในบางโครงการมีคนร่วมกิจกรรมถึง 200 คน ทำให้เกิดกระบวนการร่วมมือกันในระดับล่างอย่างชัดเจน
จากโครงการที่ดำเนินการมา ดร. นิเชต กล่าวว่า คาดหวังไว้เพียงว่าวันหนึ่งโครงการที่ดำเนินงานมาเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างเครือข่าย การเรียนรู้ร่วมกัน จนกลายเป็นโครงการยุทธศาสตร์ ที่สามารถนำไปแก้ปัญหา เป็นการสร้าง การทำงานร่วมกันเป็นทีม
ดร. นิเชต ยกตัวอย่างโครงการด้านนิเวศวิทยา ที่ประจวบคีรีขันธ์ บริเวณติดชายแดนไทย-พม่า ซึ่งมีความคิดสร้างสรรค์นำขวดเบียร์สิงห์มาตัดครึ่งแล้วนำวางไว้ใต้ถุน เพื่อเลี้ยงหอย ปู ปลูกผัก เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนคิดแก้ปัญหา และโอกาสนำเอากระบวนความคิดมาหลอมรวมกัน และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงต่อไปได้
พร้อมกับขยายความว่า โครงการของทางมูลนิธิ ที่กระทรวงเป็นผู้ดูแลนี้ ไม่เน้นโครงการที่มุ่งแต่ท่องจำ เพราะทำให้ความคิดตื้น แต่เน้นการตั้งสมมติฐาน ทดลองทำ และแก้ปัญหา สู่จุดการสร้างคน แก้ปัญหาเป็น และทำเป็น จนได้รับรางวัลนี้ เราคาดหวังว่าโครงการเหล่านี้จะกลายเป็นต้นแบบ เพื่อกระจายไปสู่องค์กรต่างๆเพื่อนำไปใช้กับเขตการศึกษาอื่นๆต่อไป
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
