เศรษฐกิจพาทีถุงแดง
จากการที่พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากมีผลบังคับใช้วันที่ 11 ส.ค.51 น่าจะมีแรงกระเพื่อมไปยังธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ต้องอาศัยเงินฝากเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเพื่อต่อยอดธุรกิจไม่น้อย
วัดได้จากการเคลื่อนไหวของผู้คุมกฎอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรองรับเหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดมาก่อน เช่น การเกิดโรคระบาด ภัยธรรมชาติ
แม้กระทั่งแผนรองรับภาวการณ์ถอนเงิน เพราะเกรงว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
ในมุมของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารขนาดเล็กคงต้องทำงานหนักมากในการรักษาฐานและเรียกลูกค้าทั้งรายย่อย รวมถึงภาคธุรกิจให้มั่นใจในการฝากเงินกับธนาคาร ด้วยการสู้ศึกอัตราดอกเบี้ยฝากสูงๆ รวมถึงเพิ่มความน่าสนใจของสินค้าและบริการ
นอกจากสถาบันการเงินจะต้องแข่งขันกันเองแล้ว ยังต้องปรับตัวเพื่อรักษาฐานลูกค้าบางส่วนที่อาจหันไปลงทุนรูปแบบอื่น เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ และตลาดหุ้นโดยตรง เป็นต้น ซึ่งมีอิทธิพลต่อการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมากขึ้น
จากข้อมูลของ ธปท. พบว่าหากดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงเพียง 10% หรือประมาณ 80 จุด จะทำให้อำนาจซื้อของผู้ที่ถือหุ้นอยู่เพิ่มขึ้นหรือลดลงกวา 6 แสนล้านบาท ดังนั้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นเร่งตัวขึ้นอาจเห็นการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะเร่งขึ้นด้วย
อาจเรียกได้ว่า จากนี้ไปธนาคารพาณิชย์อาจต้องหันมาเน้นการเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มธุรกิจตามความถนัดของบริการแต่ละแห่งมากขึ้น
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
