จับมือกันอีกครั้งสำหรับกูรูตลาดทุน ซึ่งรอบนี้เป็นการรวมพลังกันเพื่อมองข้ามชอตทิศทางตลาดหุ้นไทยระยะยาว ในงานมหกรรมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ 2550 ครั้งที่ 1 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในงานดังกล่าวยังมีการจัดงานสัมมนาเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจและตลาดหุ้นปี 2550 : โอกาสหรือความเสี่ยงซึ่งจัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ โดยวิทยากรประกอบด้วย ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ภัทร จำกัด (มหาชน) นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และนายไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการผู้จัดการ บล. ทิสโก้
จากเนื้อหาที่วิทยากรแต่ละท่านกล่าวเชื่อว่าจะสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนที่เข้าฟังสัมมนา เนื่องจากแต่ละคนล้วนเป็นนักวิเคราะห์ที่เก่งฉกาจติดแถวหน้าของตลาดหุ้นไทย!
ทั้งนี้ต่างมองว่าในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องปี 2551 ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มสดใส เพราะจะได้แรงหนุนจากกระแสการไหลเข้าของเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งเงินลงทุนระยะยาวและเงินลงทุนระยะสั้น พร้อมทั้งตลาดหุ้นไทย ยังจะได้อานิสงส์จากอัตราดอกเบี้ยอาร์/พี 1 วัน ที่จะปรับลดลงอีก
โดยไพบูลย์ ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นผู้ที่เกาะติดกระแสเงินทุนต่างชาติชนิดตาไม่กระพริบ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติมากกว่า 40,000 ล้านบาท ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งเงินจากนักลงทุนระยะยาว (Value Investor) และกองทุนบริหารความเสี่ยง (Hedge Fund )
พร้อมให้เหตุผลว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้กำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่ที่ยังหาผลตอบแทนจากการลงทุนได้ โดยเห็นว่าตลาดหุ้นที่ยังมีช่องทางในการทำกำไรคือ ตลาดหุ้นที่ดัชนีราคาหลักทรัพย์ยังไม่ได้สร้างสถิติสูงสุด ซึ่งก็คือ ตลาดหุ้นไทย ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดไปหมดแล้ว นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะคลี่คลายดีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ หลังจากที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปตามที่คาดการณ์ ก็คาดว่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
ไพบูลย์ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีเฮดฟันด์จำนวนมากที่สภาพคล่องล้นระบบ แต่ตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งบรรดากองทุนเหล่านี้ยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก เพราะมองว่าขาดแรงจูงใจ ประกอบโดนแรงเบรกดังสนั่นจากกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ออกมาตรการกันสำรองฯ 30 % ทำให้เฮดจ์ฟันด์ แหยงไม่กล้าลงทุน จะมีก็แต่นักลงทุนระยะยาว 3- 5 ปี ที่เลือกลงทุนในหุ้นบางตัวที่มีราคาถูก เพราะมั่นใจว่าในระยะยาวตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน
พร้อมกล่าวว่า ในปี 2551 ผลตอบแทนจากการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนจะดีขึ้นตามสภาวะตลาด โดยคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 15 ดีขึ้นจากปีนี้ที่คาดว่าจะไม่เติบโต แม้ว่าขณะนี้อัตราดอกเบี้ยจะลดลง และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก แต่ตลาดหุ้นไทยก็ยังไม่ตอบรับ
ด้านดร. ศุภวุฒิ กล่าวซ้ำอีกว่า สถานการณ์การเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง เพราะยังไม่สามารถประเมินได้ โดยยังมีหลายเรื่องที่เป็นตัวแปรคือ การร่างรัฐธรรมนูญ การยุบพรรคการเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กับนายกรัฐมนตรี
ตามที่กล่าวว่านั้นดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาดหุ้นมากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องประเมินนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีการสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ เพราะนักลงทุนต่างชาติวิตกกังวลนโยบายเศรษฐกิจที่สะท้อนว่า ไม่ต้องการเงินทุนต่างชาติจากการออกมาตรการต่าง ๆ ซึ่งหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีความชัดเจน
ส่วนเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ ขึ้นกับการลงทุนของเอกชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวี่แววและดูเหมือนจะติดลบ เพราะนักลงทุนต่างชาติวิตกกังวลกับนโยบายที่ดูเหมือนกีดกันเงินทุนต่างชาติ ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ยาก เพราะการลงทุนของภาครัฐเพียงอย่างเดียวมีผลคิดเป็นร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นเพียงการกระตุ้นให้เอกชนลงทุนตามมา
ด้านสมบัติ กล่าวว่า ปัจจัยที่เป็นผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ ความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยเฉพาะคดียุบพรรคการเมือง ซึ่งจะมีผลห้ามกรรมการบริหารพรรคดำเนินกิจกรรมทางการเมือง 5 ปี และอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละพรรคการเมืองได้ ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งการบริโภคและการลงทุน ทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งยังมีการเก็งกำไรในค่าเงินบาทอยู่
ดังนั้นจึงเห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยควรลดดอกเบี้ยลงครั้งละ 0.50 ในการประชุม 2 ครั้งต่อจากนี้ และยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30 % เพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรเงินบาท นอกจากนี้ยังต้องติดตามการพิจารณาคดีการเพิกถอนบมจ.ปตท.( PTT ) ออกจากตลาดหลักทรัพย์ เพราะจะมีผลกระทบในวงกว้างต่อตลาดทุน และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
อย่างไรก็ตามเลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์ แนะนักลงทุนว่าในวิกฤติย่อมมีโอกาส โดยขณะนี้แม้ตลาดหุ้นจะซบเซา แต่นักลงทุนยังสามารถเลือกซื้อหุ้นได้ โดยให้รอจังหวะในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัวลงมาที่ระดับ 690 จุด
ขณะที่สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 731 จุด
ต่อมุมมองของดร.ก้องเกียรติ กล่าวเช่นเดียวกันว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมากแล้ว เพราะซึมซับข่าวในเชิงลบ ซึ่งนักลงทุนสามารถหาจังหวะการลงทุนได้ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจนในมาตรการกันสำรอง 30 % พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว โดยไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ เพราะรัฐบาลชุดนี้เป็นผู้เริ่มต้นไว้แต่แรก
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
