บมจ.ยูบิส (เอเชีย) :UBISซื้อ:ราคาเหมาะ 2.50 บ.
UBIS ดำเนินธุรกิจผลิตแล็คเกอร์เคลือบและยางยาแนวฝากระป๋องรายใหญ่ของประเทศ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ( mai) วันที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก ( IPO ) 41 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 1.75 บาท
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก แนะนำซื้อหุ้น UBIS ประเมินราคาเหมาะสมปี 2550 ที่ 2.50 บาทอิงจากพี/อี เรโช 8 เท่า พร้อมประมาณการรายได้รวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7% ต่อปีและกำไรสุทธิขยายตัวเฉลี่ย 9% ต่อปีสำหรับปี 2550-2552 จากอุตสาหกรรมที่การเติบโตอย่างต่อเนื่องและการรับรู้รายได้จากการบริหารงานในจีนอย่างเต็มที่ ขณะที่คาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นที่ 32% ต่อปี
ด้านฐานะการเงินจากเดิมที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำอยู่แล้ว และหลังจากขายหุ้นไอพีโอ ก็จะยิ่งทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำลงไปอีก และโดยรวมแล้วอัตราส่วนทางด้านการเงินของ UBIS จัดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี
บล.เอเซีย พลัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน UBIS รายงานว่า ผลิตภัณฑ์หลักทั้ง 2 ประเภทของ UBIS คือ แล็คเกอร์เคลือบกระป๋อง และ ยางยาแนวฝากระป๋อง ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมผลิตกระป๋องโลหะเพื่อใช้บรรจุอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งเติบโตตามอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง บริษัทฯ เน้นการขายในประเทศถึง 73% โดยอาศัยความได้เปรียบของประเทศไทยที่เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมอาหารและน้ำผลไม้กระป๋อง
ส่วนฐานลูกค้าของ UBIS ในต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นตัวแทนจำหน่าย เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายมีความคุ้นเคยกับตลาดและอุตสาหกรรมกระป๋องในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะประเทศจีน โดย UBIS ได้เข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท ไวต้า อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง (กว่างโจว)ฯ เมื่อต้นปี 2549 ที่เดิมเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทฯ ซึ่งช่วยขยายฐานรายได้ในต่างประเทศของ UBIS ไม่ให้พึ่งพาเฉพาะเพียงตลาดในประเทศ
ภายหลังการทำ IPO จะช่วยให้ UBIS ประหยัดภาระภาษีเงินได้ลงเหลืออัตรา 20% จากเดิม 30% ของกำไรสุทธิ นอกจากนี้เงินที่ได้จากการเพิ่มทุน จะนำไปชำระคืนหนี้สินระยะสั้นทั้งจำนวน ส่วนที่เหลือจะสำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ ทำให้ช่วยประหยัดภาระดอกเบี้ยจ่ายตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป อีกทั้งทำให้ปลอดภาระหนี้สิน เนื่องจากยังไม่มีแผนการลงทุนใหม่ๆ ที่มีนัยสำคัญ ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น โดยเฉลี่ย (CAGR) เท่ากับ 12.4% ต่อปี ในระยะ 3 ปีข้างหน้า(2551-2555)
ที่มา บล.โกลเบล็ก,บล.เอเซีย พลัส
บมจ. พรีเชียส ชิพปิ้ง:PSL
คงคำแนะนำขาย
ถึงแม้ว่าแนวโน้มค่าระวางเรือปีนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากยังมีความต้องการระวางบรรทุก
จากประเทศจีนและอินเดียอย่างต่อเนื่อง แต่กลับเป็นความเสี่ยงทำให้มีความเป็นไปได้ว่า PSL จะไม่สามารถ
ซื้อเรือมาทดแทนได้ตามคาด และจากจำนวนเรือที่ลดลงจากการจำหน่ายเรือออกไปของบริษัทฯ ในไตรมาสแรกที่ผ่านมาทำให้จำนวนวันเดินเรือเฉลี่ยทั้งปีลดลงจากปีก่อน ประกอบกับการที่บริษัทฯ ได้ทำสัญญาเช่าเรือระยะยาวไว้สูงจึงส่งผลให้ได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่จากการปรับขึ้นของอัตราค่าระวางเรือของตลาด
ทั้งนี้ PSLรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/50 ที่ 2,136 ล้านบาท เพิ่มก้าวกระโดด 140% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 115% จากไตรมาส 4/49 สาเหตุจากการรับรู้กำไรจากการขายเรือจำนวน 9 ลำ เป็นเงิน 1,353 ล้านบาท ซึ่งไม่ได้เกิดจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ เมื่อหักรายได้จากการขายเรือ กำไรปกติลดลง 15.4% จากไตรมาส 4/49 มาอยู่ที่ 863 ล้านบาท สาเหตุจากจำนวนวันเดินเรือลดลงจากการขายเรือเก่าออกไปและส่งมอบไปแล้ว 9 ลำในไตรมาสแรก ส่งผลให้รายได้จากการเดินเรือลดลง 9.25%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 15.8% จากไตรมาส 4/49 มาอยู่ที่ 1,953 ล้านบาท ถึงแม้ว่าอัตราค่าระวาง (TC rate) ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาจะเพิ่มขึ้น 12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.4%จากไตรมาส 4/49 มาอยู่ที่ 12,874 ดอลลาร์สหรัฐฯ/วัน/ลำ ก็ตาม
นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือโดยเฉลี่ยต่อวันต่อลำในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% จากไตรมาส 4/49 มาอยู่ที่ 4,117 ดอลลาร์สหรัฐฯ /วัน/ลำ เนื่องจากการตั้งสำรองเพียงครั้งเดียวของบริษัทฯ ที่เกิดขึ้นจากกรณีเรียกร้องในเรื่องของความเสียหายในสินค้าที่รับขนส่ง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ลดลงจาก 48% ในไตรมาส 4/49 มาอยู่ที่ 47% ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา
ยังคงแนะนำ ขายหุ้นPSL ประเมินมูลค่าหุ้นโดยใช้พี/อี เรโช ปี 2550 ที่ 6.5 เท่า ได้มูลค่าเหมาะสม 20.90 บาท/หุ้น ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท XD วันที่ 22 พฤษภาคม และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 5 มิถุนายน ศกนี้
ที่มา บล.สินเอเซีย
บมจ.ปูนซิเมนต์นครหลวง:SCCC
ขาย:คาดกำไรQ2 ถดถอย
SCCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/50 ที่ 1.14 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 64.3% จากไตรมาส 4/49 ตัวเลขผลประกอบการดีขึ้นเมื่อเทียบไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา เกิดจากจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ในขณะเดียวกันตัวเลขนี้ยังสูงกว่าประมาณการของตลาด 19% เนื่องจากยอดขายปูนซีเมนต์ที่ดีเกินคาด รวมกับกำไรขั้นต้นที่เพิ่มสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง
SCCC ประกาศยอดขายไตรมาส 1/50 ที่ 5.9 พันล้านบาทลดลง 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 7.1% จากไตรมาส 4/49 ตัวเลขที่ลดลงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนเกิดจากการหดตัวของตลาดภายในประเทศ แต่ดีขึ้นเมื่อเทียบไตรมาส 4 ของปีก่อน เกิดจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ด้านกำไรขั้นต้น SCCC ฟื้นตัวเป็น 34.6% เพิ่มขึ้น 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 5.2% จากไตรมาส 4/49 จากต้นทุนค่าไฟฟ้าร่วมกับต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลง
SCCC อนุมัติการยกเลิกหุ้นที่บริษัทฯ ซื้อคืน (Treasury Stock) พร้อมลดทุนเรือนหุ้นจำนวน 12.5 ล้านหุ้น ทำให้หุ้นสามัญลดลงเหลือ 237.5 ล้านหุ้นจาก 250 ล้านหุ้น ดังนั้นกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 2550 จึงเพิ่มเป็น 17.7 บาทต่อหุ้นจาก 16.8 บาทต่อหุ้น ในขณะเดียวกันจำนวนหุ้นที่ลดลงทำให้ต้องเปลี่ยนราคาเป้าหมายใหม่ตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เป็น 284 บาท จากราคาเดิมที่ 270 บาท ทั้งนี้หลังจากมตินี้ทำให้ SCCC คงเหลือหุ้นที่บริษัทฯ ซื้อคืนอีก 7.5 ล้านหุ้น โดยมีกำหนดการขายหุ้นคืนในตลาดภายในเดือนธันวาคม 2550
แม้ว่าตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 1/50 จะปรับตัวดีขึ้น แต่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/50 จะถดถอย เนื่องจากขาดปัจจัยในการกระตุ้นความต้องการของตลาดและรูปแบบการขายที่เริ่มเข้าสู่ฤดูการขายที่ตกต่ำในไตรมาสสอง จากการคำนวนราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF ที่ 284 บาท ราคาหุ้นของSCCC ไม่มีช่วงของการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ราคาหุ้นมีการซื้อขายในระดับที่ค่อนข้างสูงโดยมีพี/อี เรโช ปี 2550 สูงถึง 16 เท่า ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ ในกลุ่มอย่างบมจ.ปูนซิเมนต์ไทย( SCC) ซื้อขายที่พี/อี เรโช ปี 2550 ที่ 9 เท่า ดังนั้นคงคำแนะนำ ขาย หุ้น SCCC
ที่มา บล.เคจีไอฯ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
