ไม่มีใครรู้ว่า วินาทีที่เจนนิเฟอร์ ฮัดสันถูกโหวตให้ตกรอบจากการประกวด American Idol ประจำ season 3 เมื่อปีค.ศ.2003 นั้นเธอคิดอะไรอยู่ในหัว สับสน ผิดหวัง เสียใจหรืออาจจะแค่ เฮ่อ...แล้วมันก็จบลงซะทีกับความกดดันที่ต้องผจญอยู่ทุกสัปดาห์
วันนั้น เวทีนั้น ไม่ใช่วันของเธอ เพราะผู้ชนะคือ Fantasia Barrino แต่เพียงไล่หลังมาอีกสามปี ในอีกเวทีที่ทั้งคู่ต้องเข้ามาห้ำหั่นกันอีกครั้ง เพื่อแย่งชิงบทในภาพยนตร์เพลงเรื่อง Dreamgirls เวทีนี้เป็นทีของเจนนิเฟอร์
ไม่เพียงเท่านั้น มันยังเป็นบันไดส่งให้เธอก้าวขึ้นไปยืนอย่างสง่าผ่าเผยในอีกหลายเวที กับฐานะนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ทั้งเวทีลูกโลกทองคำ และออสการ์
ตำนานบทเล็กๆ บทนี้ คงจะถูกงัดขึ้นมาเล่าขาน เมื่อถึงคราวที่ต้องปลอบใจใครสักคน ในโมงยามที่วันเวลาของเขายังไม่มาถึง ถ้าไม่มัวแต่หมกมุ่นจมปลักอยู่กับความผิดหวัง แล้วลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ ในที่สุดก็คงจะค้นพบว่า เราทุกคนต่างก็มีเวทีเป็นของตัวเองได้ทั้งนั้น
ขณะที่ฤดูกาลโหวตสนับสนุนนักร้องขวัญใจในรายการ Academy Fantasia season 4 กำลังจะเริ่มต้นในเร็ววันนี้ ทางฝั่งอเมริกา ประชาชนนับล้านก็กำลังวุ่นอยู่กับการบริหารนิ้วกระหน่ำกดโหวตเพื่อช่วยชีวิตขวัญใจในรายการAmericam Idol ที่ดำเนินมาถึง season 6 แล้ว
ความจริงการประกวดนักร้องทางโทรทัศน์ไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย คนรุ่นเก่าคงยังจำรายการบันไดดาราได้ หรือถ้าใหม่หน่อยก็รายการ Concert Contest เมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีล้ำหน้าขึ้น การตัดสินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมการ แต่คือบรรดาแฟนๆ ทางบ้าน
American Idol เป็นอีกหนึ่งรายการทีวีที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เผลอๆ จะแซงหน้าต้นตำรับ Pop Idol ของประเทศอังกฤษด้วยซ้ำ seasonแรกเริ่มออกอากาศ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2002 มีจุดขายคือcommentator ปากจัด Simon Cowell ที่จิกกัดผู้แข่งขันอย่างไม่ไว้หน้า
เสริมด้วยอดีตนักร้องนักเต้นดาวดัง Paula Abdul และ โปรดิวเซอร์คนดังRandy Jackson รวมเป็นทีมcommentator 3 คน ตอนเริ่มต้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นรายการฮิต แต่ยิ่งฉายคนก็ยิ่งติด
นับจนถึงปัจจุบันก็ปาเข้าไปseason 6 แล้ว สร้างเรตติ้งผู้ชมเพิ่มขึ้นทุกseason แถมยังสร้างดาวประดับวงการมากมาย ที่โดดเด่นก็เช่น Kelly Clarkson ผู้ชนะในseasonแรก และCarrie Underwood ผู้ชนะจาก season 4 สองคนนี้มีเพลงฮิตขึ้นอันดับหนึ่งBillboard Chart ทั้งคู่ แถมต่างก็กวาดรางวัลทางดนตรีครบทุกสถาบัน
ในแต่ละseason ทางผู้จัดก็ต้องหารูปแบบและกลวิธีใหม่ๆ มาทำให้รายการน่าสนใจ ดังเช่น season4 แทนที่จะคัดผู้เข้ารอบ 12 คนเลยทีเดียว ก็เปลี่ยนมาเป็นคัดรอบก่อนสุดท้าย 24 คน แบ่งเป็นชายหญิงอย่างละ12 คน แล้วแยกกันแข่งแบบให้ตกรอบคราวละ2 คน ก่อนจนเหลือแค่ฝั่งละ 6 คน ถึงค่อยเข้าสู่การแข่งขันปกติ
นอกจากนี้แผนการโปรโมทผู้ชนะก็ต้องวางแผนอย่างดีอย่างsingle แรกของKelly ได้มีการอัดเสียงล่วงหน้าไว้แล้ว พอประกาศผลผู้ชนะไม่กี่วัน ก็ปล่อยเพลงออกอากาศทันที ส่งผลให้เพลง A Moment Like This กลายเป็นเพลงฮิตที่ไต่อันดับสู่อันดับหนึ่งเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์วงการเพลง ทำลายสถิติที่The Beatles เคยทำไว้
ส่วนตัวรายการเองก็มีทั้งการขายลิขสิทธิ์ต่อให้แต่ละประเทศไปค้นหา Idol ของตัวเอง หรือนำรายการของอเมริกาไปออกอากาศรวมแล้วกว่า100 ประเทศทั่วโลก
ในอนาคต รายการประกวดร้องเพลงคงต้องพัฒนาไอเดียให้เด็ดยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อซื้อใจคนดูและทำให้รายการโดดเด่นจากรายการประเภทเดียวกัน แต่หากพิจารณากันจริงๆ แล้ว แก่นของการแข่งขันก็คงไม่แตกต่างกัน คนที่มีความฝัน ลุกขึ้นมาสู้เพื่อฝัน เพื่อให้มีA Moment Like This ในยามที่แสงสปอตไลท์ฉายส่องมายังตัวเขาในฐานะผู้ชนะของเวที
ถ้าเราเชื่อว่า ไม่มีใครชนะไปได้ทุกเวที ในทางตรงข้าม ก็ต้องไม่มีใครแพ้ไปทุกเวทีเช่นกัน ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง และไม่ได้ยึดเอาคำตัดสินของคนอื่นมาตัดสินตัวเรา
วันหนึ่งเราก็น่าจะค้นพบเวทีที่เหมาะกับเราที่สุด และเป็นเวทีของเราเองจริงๆได้
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
