เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ นโยบายเศรษฐกิจปี50 ในงานโรดแม็ป พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ที่โรงแรมสุโขทัย ว่า ในปี50 เราอาจจำเป็นต้องขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมจากเดิม 1.46 แสนล้านบาท สาเหตุเกิดจากการจัดเก็บรายได้จากภาษีต่างๆ ลดน้อยลง ทำให้รายได้ของรัฐบาลน้อยกว่ารายจ่ายซึ่งไม่มีการปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด การจัดเก็บที่น้อยลงนี้เป็นผลจากอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ต่ำมาก ล่าสุดเมื่อเดือนเม.ย.อยู่ที่ 1.8% ขณะที่ปีก่อนอยู่ที่ 6% เมื่ออัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ เงินได้ที่จัดเก็บซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับราคาสินค้าจะลดน้อยลงด้วย อย่างไรก็ตาม แม้อาจต้องขาดดุลเพิ่ม แต่ไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มแต่อย่างใด แม้กรอบภาระหนี้ต่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับที่สามารถกู้ได้อีกนายฉลองภพ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้จุดสนใจของนักลงทุนอยู่ที่การเมืองหลังเลือกตั้ง หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าถึงเวลานั้นการเมืองจะเดินไปสู่จุดเดิม เดินเข้าไปสู่ความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ ก่อนการปฏิวัติอีกหรือไม่ นี่คือความอึมครึมที่ส่งผลต่อการไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจทำให้ไม่มีใครกล้าลงทุนและบริโภค สังคมไทยตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน รอผลจากคดียุบพรรค การตัดสินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด จากนั้นคาดเศรษฐกิจจะกลับมา และโดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งจะไม่มีการเปลี่ยนกลับไปสู่จุดเดิมอีก
เป็นไปไม่ได้อีกแล้วที่เราจะมีการเมืองเหมือนก่อนปฏิวัติ ดังนั้น เศรษฐกิจขณะนี้ซึ่งยังไม่ได้แย่มาก ยังพอเดินไปได้พิสูจน์จากภาคส่งออกยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ล่าสุดขยายตัวถึง 18% และหากรัฐบาลได้ลงนามเซ็นสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้า 2 สายในเดือนก.ค.-ส.ค.นี้ เชื่อว่า 2-3 เดือนถัดจากนี้ เงินลงทุนจะไหลเข้ามาในไทยมากยิ่งขึ้นนายฉลองภพกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งสร้างความชัดเจนในการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ทั้งพ.ร.บ.ต่างด้าว กฎหมายการเงิน 3-4 ฉบับ และการเพิ่มมาตรการกระตุ้นด้านการคลัง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัดให้พิจารณามาตรการด้านภาษี ซึ่งรวมถึงด้านอสังหาริมทรัพย์ด้วย และในวันที่ 14 พ.ค.นี้ ตนได้เชิญค่ายรถยนต์ 10 ค่าย เพื่อหารือแผนการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์และพิจารณาภาษีรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ซึ่งส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มมากขึ้น
นายสมชาย ภคภาสวิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวในงานเดียวกันว่า ความจริงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยไม่ได้ย่ำแย่มาก เพียงแต่ความรู้สึกของเอกชนนักลงทุนห่อเหี่ยว เพราะท่าทีของรัฐบาลที่ไม่เน้นโฆษณาประชาสัมพันธ์ และตั้งท่าทำศึกกับนโยบายของรัฐบาลก่อน อีกทั้งด้วยค่าบาทแข็งค่ามากทำให้เราสูญเสียอำนาจทางการแข่งขัน และนโยบายที่ไม่เน้นการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา ประกอบกับการเมืองไทยหลังเลือกตั้งที่ตนเห็นว่าทิศทางแม้จะไม่กลับไปเป็นเช่นรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียวมีอำนาจเด็ดขาด แต่จะเป็นการเมืองที่เต็มไปด้วยพรรคการเมืองหลายพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาลและผลัดเปลี่ยนรัฐบาลทุก 8-9 เดือน ดังนั้น ทางเดินของไทยจึงมีแนวโน้มจะก้าวไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบได้
ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และที่ปรึกษารมว.คลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่แย่อย่างที่รู้สึกกัน จึงไม่จำเป็นที่รัฐจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นเร็วและแรง เพราะมาตรการเหล่านี้เป็นการนำเงินประชาชนและเงินในอนาคตมาใช้ แต่รัฐจำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไปได้เรื่อยๆ อย่าให้หยุดชะงัก โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า เรื่องนี้แม้หลายฝ่ายจะมองเป็นประชานิยม แต่ถือเป็นความแตกต่างกับรัฐบาลก่อน เพราะไม่ได้หวังผลทางการเมือง เม็ดเงินไม่ลงไปมากและไม่สูญเปล่า สิ่งที่เราต้องการคือเมื่อเม็ดเงินลงไปสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้จริง มีความโปร่งใสด้านการคลังไม่ก่อภาระหนี้ในอนาคต
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า เดือนเม.ย.ตัวเลขการส่งออกขยายตัวดีมากเกิดจากสินค้าในสต๊อกเก่า ไม่มีการเพิ่มกำลังผลิตใหม่แต่อย่างใด แต่จากการหารือกับกลุ่มธุรกิจส่งออกเมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าสิ่งที่กลุ่มส่งออกกำลังเผชิญคือความสามารถในการแข่งขันด้านราคากำลังจะสู้ไม่ได้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้โดยเฉพาะในไตรมาส 3 คือ สินค้าที่จะส่งขายต่างประเทศจะขายขาดทุน จากนั้นผู้ผลิตจะหยุดส่งสินค้าออก ยอดตัวเลขส่งออกจะลดลง ค่าเงินบาทจะอ่อนลง เงินไหลเข้าที่มีมากและแทบจะไม่ได้ไหลออกด้วยกฎเกณฑ์ของรัฐ จะพร้อมใจกันเทออก และเป็นไปได้ว่าปลายปีนี้ค่าเงินบาทจะอ่อนลงไปถึง 50 บาท/ดอลลาร์
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า บริษัท ฟิตซ์ เรตติ้ง ได้ยืนยันระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ BBB+ ระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท ที่ระดับ A และระดับเครดิตตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ระดับ F2 พร้อมทั้งยืนยันระดับเครดิตของประเทศ ที่ระดับ A- โดยมีแนวโน้มของเครดิตในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยฟิตซ์มองว่า แม้จะมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ โดยความยุ่งเหยิงทางการเมืองได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นฐานทางเครดิตของประเทศไทย แต่ฟิตซ์เพิ่มเติมว่าแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศอาจจะมีปัญหาได้ หากสถานการณ์ทางการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่รัฐบาลชั่วคราวไม่สามารถบริหารนโยบายทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี50 ฟิตซ์คาดว่ายังคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลใหม่ที่ได้รับการเลือกตั้ง รวมทั้งนโยบายและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจจะมีอยู่ในปี51 โดยคาดการณ์ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยจะขยายตัว 3.8% ในปี50 เนื่องจากการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทางเมืองมีความชัดเจนมากขึ้นจากการฟื้นคืนของระบอบประชาธิปไตย คาดว่า อุปสงค์ภายในประเทศจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้สามารถขยายตัวได้สูงกว่า 4.5% ในปี51
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
