คอลัมน์ เมืองไทย๒๕น.นายมหาเศรษฐี
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวเลขขอแจ้งปิดกิจการของนิติบุคคลในช่วงครึ่งแรกปีนี้มีมากถึง 1.6 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 103.5 % เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน
ก็เศรษฐกิจทั้งระบบมันทรุดฮวบลงอย่างนี้ ใครจะไปยืนต้านวิกฤตไหว
และก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเหมือนกันกับตัวเลขผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีกำไรพุ่งพรวดสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท
เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นเช่นไร คนที่หากินกับดอกเบี้ยมักจะได้รับความเดือดร้อนน้อยกว่าเพื่อนเสมอ
ถ้าจะมียกเว้นอยู่บ้างก็เพียงพวกสถาบันการเงินที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อธุรกิจของตน เช่นกรณีที่ต้องล้มระเนนช่วงหลังปี 2540 ครั้งเหตุการณ์ฟองสบู่แตกในประเทศไทย
กลุ่มธุรกิจที่ขอปิดกิจการตนเองมากที่สุดคือพวกอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้าง เพราะทนไม่ไหวกับกำลังซื้อที่หดหายขณะต้นทุนจากค่าวัสดุ ค่าน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
ที่ผ่านมาการอยู่หรือไปของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นถือเป็นดัชนีชี้วัดภาวะเศรษฐกิจโดยรวมได้ในระดับหนึ่ง
เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยับตัวไปในทิศทางใด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นต้องออกตัวก่อนเพื่อนเสมอ
ยามที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะเฟื่องฟูเกิดใหม่กันสลอน เงินทองแพร่สะพัดหมุนเวียนในธุรกิจนี้มากมายมหาศาล
ความคึกคักของเศรษฐกิจไทยในยุครัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ สามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ได้ชัดเจน
และเนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งพ่วงรวมถึงธุรกิจก่อสร้างไปด้วยนั้นมีลักษณะงานที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกับการผลิตสินค้าอื่นไม่ว่าจะเป็นปูน เหล็ก ทราย ขนส่ง ฯลฯ รวมทั้งยังทำให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผลกระทบในทางบวกหรือลบต่อธุรกิจดังกล่าวจึงแรงตามไปด้วย
การทยอยปิดกิจการของธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ปรากฏขึ้นตลอดช่วงครึ่งแรกของปีนี้จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจมองข้ามได้
เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยกำลังวิกฤตจริง
โครงการใหม่เกิดขึ้นได้ยาก ขณะโครงการเก่าที่ยังค้างคาอยู่ก็ต้องเร่งปิดจ๊อบโดยเร็วก่อนที่ราคาวัสดุก่อสร้างจะแพงมากไปกว่านี้
ที่ห่วงกันมากที่สุดคือผลกระทบต่อการจ้างงาน
เพราะมันหมายถึงปัญหาสังคมอีกสารพัดที่จะต้องตามมา
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
