ตลาดชาเขียวหดตัวลง หลังผู้บริโภคหันดื่มน้ำผลไม้ ผู้ประกอบการออกจากตลาด คาดสิ้นปีเหลือมูลค่า 3,400-3,500 ล้าน ด้าน เซนย่า ยังเดินหน้าทำตลาดรักษารายได้ ส่ง 2 รสชาติใหม่ทำตลาด พร้อมเปิดตลาดต่างประเทศเพิ่มอีก 3 แห่ง เสริมรายได้นายธีระวัฒน์ เลาหพันธุ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทีเอซี เบฟเวอร์เรจ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวแบรนด์ เซนย่า เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า แนวโน้มตลาดชาเขียวในขณะนี้มีการหดตัวลงอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยสำคัญในเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปดื่มน้ำผลไม้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็ไม่ได้มีการทำตลาดมากนักในปีนี้ รวมถึงมีบางรายก็หยุดทำตลาดเครื่องดื่มชาเขียว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ทำตลาดอยู่เพียง 4 รายหลักเท่านั้น
ช่วงครึ่งปีแรกตลาดรวมของเครื่องดื่มชาเขียวน่าจะมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามีการเติบโตที่ลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปดื่มน้ำผลไม้แทน เนื่องจากผู้ประกอบการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชาเขียวแบรนด์ต่างๆ ก็ทำตลาดน้อยลง บางรายก็หันไปทำตลาดอย่างอื่นแทน อย่างแบรนด์ยูนิฟก็มุ่งเน้นทำตลาดเครื่องดื่มน้ำผักและผลไม้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มในปีนี้มูลค่าตลาดเครื่องดื่มชาเขียวน่าจะมีมูลค่าเติบโตได้ถึง 3,400-3,500 ล้านบาท แต่เชื่อว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะมีกำไรที่ลดลง อันเนื่องมาจากต้นทุนสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น นายธีระวัฒน์ กล่าวและว่า
ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะมุ่งเน้นทำตลาดเครื่องดื่มกลุ่มชาเขียว 2 รสชาติใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ได้แก่ ชาเขียวรสข้าวมอลต์ญี่ปุ่น และชาดำรสเลมอน ในคอนเซ็ปต์ Black & White และชาเขียวรสทับทิม ซึ่งได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ โดยการทำตลาดจะมุ่งเน้นในการจัดโปรโมชันส่งเสริมการขาย และการสร้างความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์ของชาเขียว 2 รสชาติใหม่ด้วยการสื่อสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งบริษัทใช้งบประมาณสำหรับทำตลาดประมาณ 7 ล้านบาท
สำหรับเป้าหมายยอดขายของสินค้ากลุ่มชาเขียวของบริษัทในปีนี้ คาดว่าจะมีมูลค่า 120 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 3% ของตลาดรวม ซึ่งช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมายอดขายต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ประมาณ 12-13% ขณะที่กำไรก็ลดลงในอัตรา 15-16% ด้วย เนื่องจากปัญหาต้นทุนสินค้าทุกชนิดของบริษัทมีการปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่บริษัทไม่สามารถที่จะขึ้นราคาสินค้าได้ ซึ่งบริษัทได้พยายามที่จะเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อชะลอการขึ้นราคา และมีการบริหารต้นทุนภายในเพื่อลดต้นทุนต่างๆ ให้ต่ำลงด้วย
นายธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตลาดชาเขียวในประเทศไทยมีการเติบโตที่ลดลง ทำให้บริษัทมุ่งเน้นการส่งออกชาเขียวไปยังต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยในปีนี้จะเปิดตลาดใหม่เพิ่มอีก 3 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย อังกฤษ และปากีสถาน จากเดิมที่มีการส่งออกไปแล้วในหลายประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สิงคโปร์ เกาหลี อเมริกา เป็นต้น โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกจะมีประมาณ 30% ของรายได้รวมสินค้ากลุ่มชาเขียว หรือประมาณ 40 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 380-400 ล้านบาท จากสินค้า 3 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องดื่มชาเขียว เครื่องดื่มแบรนด์แฮป และเครื่องดื่มที่จำหน่ายผ่านเครื่องกดในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
