ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิกฤติการเงินของสหรัฐฯ มาแล้วหลายฉบับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2550 เป็นต้นมา และได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ปัญหาสินเชื่อเคหะประเภท Subprime จะนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจการเงินของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ผมก็นึกไม่ถึงว่าปัญหาจะลุกลามจนรุนแรงและยืดเยื้อเช่นในปัจจุบัน ล่าสุดปัญหาได้ขยายตัวจนกลายเป็นปัญหาการขาดความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินทั่วสหรัฐฯ จนอาจจะนำไปสู่การแตกตื่นถอนเงินฝากจากสถาบันการเงินก็เป็นได้ก่อนที่จะเขียนถึงเรื่องนี้ ผมขอเขียนถึงระบบคุ้มครองผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินที่รับเงินฝากของสหรัฐฯ (Depository Financial Institutions) คร่าวๆ สถาบันการเงินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ ที่เหลือเป็นสถาบันประเทศอื่นเช่น Saving and Loan (คล้ายกับบริษัท เครดิตฟองซิเอร์) ซึ่งผมขอเรียกโดยรวมว่าธนาคาร เหล่านี้มีสิทธิเลือกที่จะเป็นสมาชิกสถาบันประกันเงินฝากของสหรัฐฯ (Federal Deposit Insurance Corporation: FDIC) โดยธนาคาร ที่เป็นสมาชิกต้องจ่ายค่าสมาชิกตามมูลค่าเงินฝากและอันดับความน่าเชื่อถือ
ส่วนผู้ฝากเงินในธนาคารสมาชิกก็จะได้รับการค้ำประกันเงินฝากจาก FDIC ในวงเงิน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อผู้ฝาก 1 ราย ในธนาคารแต่ละแห่ง (250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯในกรณีผู้ฝากเงินเป็นผู้เกษียณอายุ) เงินฝากนอกเหนือจากวงเงินนี้ FDIC จะไม่ชดเชยให้ ปัจจุบันมีธนาคารที่เป็นสมาชิก FDIC ประมาณ 8,000 ราย และที่ไม่เป็นสมาชิกอีกกว่า 3,000 ราย ปัจจุบันมีผู้ฝากเงินจำนวนมากที่ฝากเงินในธนาคารมากกว่าวงเงินค้ำประกันเนื่องจากได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากปกติ
ผมขอกลับมาเรื่องวิกฤติการเงินสหรัฐฯ ปัญหาสินเชื่อเคหะได้กระจายไปสู่สถาบันการเงินประเภทอื่นๆโดยผ่านกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) และการขายตราสารหนี้ที่อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยเช่นตราสารหนี้ประเภท Collateralized debt obligations (CDOs) ปัญหาที่เกิดขึ้นในตลาดสินเชื่อเคหะโดยเฉพาะ Subprime ทำให้สถาบันการเงินหลายแห่งที่ลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ประสบความเสียหายไปด้วย ปัญหาจึงกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้ประเมินความเสียหายรวมทั้งหมดไว้ที่ประมาณ 945,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่บริษัท Bloomberg ประเมินว่าสถาบันการเงินต่างๆที่ได้รับผลกระทบมีการตัดหนี้เสียไปแล้วเพียง 400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งแสดงว่าความเสียหายทั้งหมดยังไม่ได้แสดงออกมา
ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯยังคงทรุดตัวลง ราคาบ้านยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง และการยึดบ้านยังสูงถึงประมาณ 8,000 - 9,000 หลังต่อวัน ตลอดจนปัญหาหนี้เสียที่เกี่ยวกับการบริโภค เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่ออื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ก็เริ่มมีปัญหาขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะส่งผลกระทบทำให้ฐานะทางการเงินของธนาคารย่ำแย่ลงต่อไปอีก จึงทำให้ประชาชนทั่วไปไม่มั่นใจว่าธนาคารส่วนใหญ่จะมีหนี้เสียจริงเป็นมูลค่าเท่าใดและมีฐานะการเงินมั่นคงหรือไม่
วิกฤติการเงินเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถาบันการเงินของสหรัฐฯ โดยมีธนาคารพาณิชย์ประสบปัญหาและล้มไปแล้วถึง 8 แห่ง ล่าสุดคือธนาคาร IndyMac ที่มีเงินฝากมูลค่าสูงถึง 19,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 600,000 ล้านบาท
นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว ปัญหาที่เกิดกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่น การล้มของ Bear Sterns ทำให้ความมั่นใจของผู้ฝากเงินสั่นคลอนอย่างมาก และนำไปสู่การขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น Citigroup, Merrill Lynch, Morgan Stanley และ Lehman Brothers ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ตกลงอย่างมาก โดยเฉพาะในรายของ Lehman Brothers ที่ราคาหุ้นลดลงถึงร้อยละ 79 ตั้งแต่ต้นปีนี้
นอกจากปัญหาจะเกิดแก่สถาบันการเงินเอกชนแล้ว ยังลุกลามไปถึงสถาบันการเงินที่สนับสนุนโดยรัฐบาลได้แก่ Fannie Mae และ Freddie Mac ที่เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในการปล่อยสินเชื่อเคหะ โดย Fannie Mae มียอดสินเชื่อเคหะคงค้างรวมการค้ำประกันทั้งสิ้น 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ Freddie Mac มียอดอยู่ที่ 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งรวมกันแล้วเป็นมูลค่าสูงถึง 5.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าโดยรวมของตลาดสินเชื่อเคหะทั้งหมด (รวมวงเงินค้ำประกัน) 11.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาหุ้นของทั้ง 2 สถาบันลดลงประมาณร้อยละ 80 ตั้งแต่ต้นปี
ความกังวลว่าทั้ง Fannie Mae และ Freddie Mac จะประสบปัญหาล้มละลาย ได้สร้างปัญหาต่างๆรวมถึงปัญหาสภาพคล่องแก่ทั้ง 2 สถาบันอย่างมาก จนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve : Fed) และกระทรวงการคลังต้องยื่นมือเข้ามาช่วย โดย Fed ให้วงเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่องแก่ทั้ง 2 สถาบันเพิ่มเติมจากเดิมที่กู้จากกระทรวงการคลังได้ไม่เกิน 2,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังประกาศว่าในกรณีจำเป็นจะเข้าไปซื้อหุ้นเพื่อเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งนี้
แม้ว่า Fannie Mae และ Freddie Mac ตลอดจนสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งรัฐบาล นักลงทุนรายใหญ่และกองทุนต่างๆ ทำให้คาดว่าสถาบันการเงินเหล่านี้สามารถที่จะเพิ่มทุนเพื่อชดเชยความเสียหายได้ แต่ปัญหาจะอยู่ที่สถาบันการเงินขนาดกลางและเล็กที่ไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก เพราะมีขนาดเล็กเกินไปและมีการให้สินเชื่อเฉพาะในบางเมืองหรือบางภูมิภาคเท่านั้น จึงไม่เป็นที่สนใจของนักลงทุน จึงคาดว่าวิกฤติการเงินของสหรัฐฯครั้งนี้จะนำไปสู่การล้มละลายของสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็กอีกหลายแห่ง
ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลอย่างมากต่อความมั่นใจของผู้ฝากเงิน จากการจำกัดวงเงินค้ำประกันเงินฝากและมีธนาคารจำนวนมากที่ไม่ได้เป็นสมาชิก FDIC จึงเริ่มมีการโยกย้ายเงินฝากจากธนาคารที่คาดว่าจะมีปัญหาไปยังธนาคารที่มีความมั่นคงกว่า การย้ายเงินฝากจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีธนาคารปิดกิจการมากขึ้น และก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น
ข้อมูลจาก FDIC ชี้ว่ามีสมาชิกถึงประมาณ 90 รายที่มีปัญหา และคาดว่าธนาคารส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้บวกกับอีกหลายธนาคารที่ไม่เป็นสมาชิก FDIC จะต้องปิดกิจการตามมาอีกหลายแห่ง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าธนาคารในสหรัฐฯอาจจะล้มละลายประมาณ 50 - 150 แห่ง ขณะที่นายเจอราร์ด แคสสิดี นักวิเคราะห์จากสถาบัน อาร์บีซี แคปปิตอล มาร์เก็ตส์ ชี้ว่าจำนวนสถาบันการเงินที่จะต้องปิดกิจการอาจจะสูงถึง 300 แห่งในอีก 3 ปีข้างหน้า
จากปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันการเงินขนาดใหญ่รวมถึง Fannie Mae และ Freddie Mac ตลอดจนสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็กหลายแห่ง ผมคิดว่าต่อไปนี้ปัญหาจากวิกฤติการเงินสหรัฐฯจะปะทุขึ้นอีก 1 รอบจากการขาดความมั่นใจในฐานะการเงินของธนาคาร ซึ่งได้แสดงอาการเบื้องต้นด้วยการลดลงของราคาหุ้นของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ และเมื่อธนาคารขนาดกลางและขนาดเล็กค่อยๆทยอยปิดตัวลง ก็จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงิน และในที่สุดอาจจะนำไปสู่ความแตกตื่นในการถอนเงินของผู้ฝากโดยเฉพาะจากสถาบันการเงินที่ไม่ได้เป็นสมาชิก FDIC
ผมไม่เชื่อว่าระบบประกันเงินฝากจะป้องกันความแตกตื่นที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากระบบนี้ถูกออกแบบให้รองรับปัญหาที่ไม่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจหรือระบบการเงิน (Non-systemic risk) ที่ปัญหาของแต่ละธนาคารไม่เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน แต่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับปัญหาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งระบบ (Systemic risk) ที่มีธนาคารหลายแห่งมีปัญหาหรือล้มพร้อมๆกัน
วิกฤติการเงินในสหรัฐฯครั้งนี้ แสดงสัญญาณว่าจะไม่จบลงโดยง่าย เราจึงควรเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับตลาดการเงินโลกที่อาจจะส่งคลื่นกระทบมาถึงไทย
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
