ทีดีอาร์ไอ ประเมินครม.ขิงแก่ สอบผ่านเศรษฐกิจฉิวเฉียด เหตุชะลอเมกกะโปรเจ็คต์ ส่วนรบ. สมัคร ส่อเค้าสอบตก หลัง หมอเลี้ยบ ขวางธปท.ขึ้นดอกเบี้ย หวั่นเงินเฟ้อพุ่งตามญวน รมว.คลังโยนการเมือง ต้นเหตุจีดีพีปีนี้โตต่ำเป้า 6%นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2551 สำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย จัดงานสัมมนาเสนอผลการศึกษาวิจัย เรื่อง 'การประเมินนโยบายเศรษฐกิจมหภาครัฐบาลหลังการปฏิรูปการปกครองปี 2549' โดยมีนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะผู้วิจัยเป็นผู้นำเสนอผลการศึกษา
ทีดีอาร์ไอ ให้ขิงแก่สอบผ่านเศรษฐกิจ
นายสมชัย กล่าวว่า จากการประเมินผลงานรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ช่วง 1 ปี 4 เดือน พบว่า ผลการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระดับมหภาคถือว่าสอบผ่าน แต่การดำเนินนโยบายระดับย่อย ถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะมีเครื่องมือในการดำเนินงานมากมาย แต่กลับไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติ ประกอบกับรัฐบาลไม่มีการเตรียมตัวเพื่อรับมือกรณีที่เศรษฐกิจตกต่ำ โดยบอกแค่เพียงเศรษฐกิจยังไปได้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลในปัจจุบันเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสุรยุทธ์ ตัดสินใจชะลอการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจ็กต์) ออกไป โดยให้เหตุผลว่าควรจะให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสินใจผลักดันจะเหมาะสมกว่า ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะรัฐบาลดังกล่าวสามารถที่จะคิดและออกแผนโครงการให้โปร่งใส มีเม็ดเงินที่เหมาะสม เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบโครงการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในภายหลังได้ ทำให้ไม่สามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนได้ดีเท่าที่ควร ได้ให้คะแนนการดูแลเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำของรัฐบาลสุรยุทธ์ให้ 7 คะแนน จาก 10 คะแนน ส่วนการวางรากฐานให้ 6 คะแนน การกระตุ้นความเชื่อมั่นนักลงทุนให้ 6 คะแนน
รบ. สมัคร ส่อเค้าสอบตก
ส่วนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา นายสมชัย ระบุว่า ให้ 5 คะแนนจากเต็มสิบคะแนน เนื่องจากภาพการทำงานและนโยบายที่หยิบขึ้นมาปฏิบัติยังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการบริหารงานของทีมเศรษฐกิจที่แยกกันทำงาน ขาดการประสานนโยบายระหว่างกระทรวง ทำให้ทิศทางการดำเนินเศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควร จึงน่าเป็นห่วงว่าจะสอบตกในอนาคต
'สาเหตุที่ผมมองว่ารัฐบาลสมัครมีความเป็นไปได้ที่จะสอบตกในการบริหารงานประเทศในอนาคต เพราะเมื่อดูท่าทีของนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการจัดการอัตราดอกเบี้ยที่ดูเหมือนจะต้องการยับยั้งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะเดียวกัน ยังเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นหลัก แสดงให้เห็นว่า มองปัญหาเงินเฟ้อต่ำกว่าความเป็นจริง รวมถึง ประเมินแบบใจกล้าเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยขึ้นไปเป็นตัวเลขสองหลักแบบเวียดนามได้' นายสมชัย กล่าว และว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เป็นสิ่งที่ธปท.ดูแลอยู่ และหากปรับขึ้นจริงคงไม่เห็นผลทันที แต่เป็นสิ่งจำเป็นและต้องประคับประคองดูแล ขณะเดียวต้องยอมรับว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยมีความเสี่ยงว่าจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากน้อยแค่ไหน แต่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ น่ากลัวกว่า ความเสี่ยงจะเศรษฐกิจชะลอตัว
นายสมชัย กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันจะต้องตีโจทย์เศรษฐกิจให้ออกว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เพราะมีความเสี่ยงว่าจะไม่สามารถขยายตัวได้ 5-6% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันขึ้นไปมากกว่า 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวต่ำกว่า 4% แต่ถ้าปีนี้น้ำมันจะอยู่ระหว่าง 130-140 เหรียญต่อบาร์เรล เศรษฐกิจจะขยายตัว 4% ขึ้นไป
เลี้ยบ โยนการเมืองฉุดศก.ต่ำเป้า
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปัจจัยการเมืองในประเทศและระดับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในขณะนี้ อาจทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวไม่ถึง 6% ตามที่คาดการณ์ไว้
'ต้องยอมรับว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม เราเคยมองเชิงบวกว่าน่าจะพอรับไหว ปัจจัยทั้งสองอย่างที่ไม่คาดคิด ทั้งการเมืองและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ถ้าสถานการณ์การเมืองไม่คลี่คลาย การท่องเที่ยวก็ลด มันขึ้นอยู่ที่ความรุนแรงของสถานการณ์ด้วย' นพ.สุรพงษ์ กล่าว และว่า ปีนี้ยังหวังที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจขยายตัว 6% แต่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยลดลงไปแล้วกว่า 100 จุด อย่างไรก็ตาม ไม่รู้สึกหนักใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน เพราะมั่นใจว่าจะตอบคำถามของฝ่ายค้านได้
เดินหน้าแจกคูปองคนจน-รอ1เดือนสรุป
นพ.สุรพงษ์ กล่าวถึงโครงการคูปองคนจนว่า ยืนยันจะแจกให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือแจกเฉพาะคนจนจริงๆเท่านั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1 เดือน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหาข้อสรุปว่า คนจนจะมีรายได้เฉลี่ยเท่าไหร่ และต้องแยกระหว่างคนจนในเมือง กับคนจนในชนบทด้วย เพราะได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นต่างกัน ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าเส้นความยากจนอยู่ที่ 1,386 บาท และการแจกคูปองเดือนละ 300-500 บาทสำหรับ 1 ล้านครอบครัวนั้น ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป เป็นเพียงความเห็นของสศช. เพราะต้องนำมาพิจารณาร่วมกับข้อเสนอของสำนักงบประมาณ แลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)ด้วย
คลังให้อปท.เพิ่มเบี้ยดำรงชีพคนแก่
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยการกลุ่มการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สศค. กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่ากลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือมากที่สุดคือ กลุ่มผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน รวมถึงคนชรา ที่แม้จะมีเบี้ยยังชีพเดือนละ 500 บาท แต่ไม่เพียงพอจึงควรให้ได้รับเบี้ยดำรงชีพเพิ่ม ซึ่งต้องประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการเข้ามาดูแลด้วย เพราะรัฐบาลได้จัดสรรงบให้อปท.มากอยู่แล้ว นอกจากนี้กลุ่มพนักงานในบริษัทเอกชน หรือมนุษย์เงินเดือนระดับล่าง ซึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย ก็ควรเข้าไปช่วยเหลือด้วย เพราะบริษัทเล็กๆ คงจะไม่ปรับเพิ่มค่าครองชีพให้ โดยอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือกลุ่มที่มีเงินเดือนต่ำกว่า 1.1 หมื่นบาท ทำเหมือนเพิ่มค่าครองชีพข้าราชการประจำตั้งแต่ระดับซี 5 ลงมา ที่มีเงินเดือนในระดับใกล้เคียงกัน
'เรามีข้อมูลชัดเจนของกลุ่มผู้เกษียณอายุ คนชรา คนพิการ กลุ่มคนด้อยโอกาสและคนตกงานที่จะให้ความช่วยเหลือ มีการลงทะเบียนรายชื่อไว้แล้วจึงน่าง่ายในการให้เบี้ยยังชีพ รวมทั้งกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่มีเงินเดือนน้อย แต่อาจจะต้องใช้เวลาเก็บข้อมูลและตรวจสอบความชัดเจนและดำเนินการยากกว่า' นายเอกนิติ กล่าวและว่า จากข้อมูลที่ศึกษานั้นกลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือนี้อาจเป็นกลุ่มเดียวกับที่จะได้รับคูปองคนจนด้วย
โอเปคเมินผลิตเพิ่ม-ราคาน้ำมันพุ่งต่อ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศผู้ซื้อน้ำมันและกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ที่ประชุมได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันมีใจความสำคัญว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกขณะนี้สูงเกินไป ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาและควรมีการริเริ่มโครงการพลังงานเพื่อคนจน ขณะเดียวกันควรมีการลงทุนเพิ่มในธุรกิจน้ำมันเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งยังเห็นชอบที่จะจัดให้มีการประชุมร่วมลักษณะนี้อีกครั้งที่กรุงลอนดอนของอังกฤษก่อนสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่า การประชุมครั้งนี้ไร้มาตรการที่เป็นรูปธรรมในการดึงน้ำลงมา เนื่องจากสมาชิกโอเปคไม่มีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับกำลังการผลิตในอนาคต มีเพียงรายเดียว คือซาอุฯ ที่จะเพิ่มการผลิตอีกเกินวันละ 9.7 ล้านบาร์เรล หากตลาดต้องการ
สำหรับราคาน้ำมันดิบไลต์สวีท ซื้อขายในตลาดเอเชียวันที่ 23 มิถุนายน ปรับเพิ่มขึ้น 1.13 ดอลลาร์ไปอยู่ที่ 136.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยนอกจากตลาดไม่ตอบรับต่อผลการประชุมดังกล่าวแล้ว ยังเกิดความกังวลต่อความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน รวมทั้งความไม่สงบในไนจีเรีย ซึ่งกระทบต่อการผลิตและส่งออกน้ำมัน ต่อมาในช่วงเปิดตลาดซื้อขายที่ลอนดอน ราคาน้ำมันดิบไลต์สวีทปรับขึ้นอีก 1.76 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 137.12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ข้อมูลจาก มติชน
