คอลัมน์ เมืองไทย 25 น.นายมหาเศรษฐี
แม้จะเป็นคนละเหตุการณ์ แต่ล้วนสัมพันธ์กัน
เหตุการณ์หนึ่ง นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง เชิญผู้บริหารธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้าพบเพื่อเร่ง 4 สถาบันการเงินดังกล่าว ปล่อยสินเชื่อให้กับชาวบ้านระดับรากหญ้า
อีกเหตุการณ์หนึ่ง เกษตรกรหลายพันคนรวม 14 กลุ่ม นัดชุมนุมเพื่อขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลให้ช่วยปลดหนี้สิน เพราะไม่มีปัญญาหาเงินมาชำระคืนได้
แน่นอนว่าเจ้าหนี้เงินกู้ของเกษตรกรเหล่านั้นมีทั้งพวกนายทุนเงินกู้นอกระบบ พ่อค้าขายปุ๋ย-ยาปราบศัตรูพืชประจำท้องถิ่น ฯลฯ
แต่เจ้าหนี้รายใหญ่ของพวกเขาก็คือสถาบันการเงินของรัฐนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส., ออมสิน, ธอส. และ ธพว.
ก็เลยชักงงๆ กันอยู่ว่า แล้วเรื่องนี้มันจะไปจบลงลักษณะไหน ก็ที่นัดชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยปลดหนี้ให้ล้วนเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่ง แล้ว รมว.คลัง ยังจะมาเร่งให้ปล่อยสินเชื่อแก่คนกลุ่มนี้อีก
หนี้เก่าก็ยังไม่จ่าย แล้วจะปล่อยหนี้ใหม่ให้อีกหรืออย่างไร
โดยความเป็นจริงก็คงมิใช่เช่นนั้น เพราะยังไงผู้บริหารของสถาบันการเงินข้างต้นคงไม่มีใครยอมปล่อยกู้แบบมักง่ายเป็นแน่ ต่อให้ถูกรมว.คลังขอร้องก็เถอะ
คือต้องมีการพิจารณาสถานะของลูกหนี้ โอกาสที่จะหาเงินมาชำระหนี้คืน หลักทรัพย์ค้ำประกัน ฯลฯ จิปาถะ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็น่าจะพอสรุปได้ในระดับหนึ่งว่า โอกาสที่รัฐบาลจะอัดฉีดเงินลงไปสู่ชาวบ้านระดับรากหญ้าเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด เศรษฐกิจของประเทศจะได้หายจากภาวะชะงักงันนั้นน่าจะเป็นไปได้ยาก
ต่อให้อยากปล่อยกู้ขนาดไหนก็ได้แค่แผ่เมตตาทางใจเท่านั้น ขณะในทางปฏิบัติมันก็ต้องว่าตามกฎกติกา
การทำงานในโลกของความเป็นจริงกับสิ่งที่คิดตามหลักวิชาการมักขัดแย้งกันในลักษณะนี้เสมอ
หน้า 9
ข้อมูลจาก ข่าวสด
