ปล่อยข่าวค่าหัว ธีระเปิดสเปกรมช.เด็กทรท.อัดปปง.-น้องสพรั่งปล่อยข่าวกลุ่มอำนาจเก่าส่งท่อน้ำเลี้ยงอดีตส.ส.ภาคเหนือ-อีสานหัวละ 3 ล้าน ลือสะพัดจ่ายผ่านแกนนำพรรคที่บินไปรับถึงต่างแดน อัดฉีดล็อตแรก 3 ล้านพ่วงเงินเดือนอีก 5 หมื่น อดีตส.ส.อีสานอ้างไม่รู้ข้อมูลมีอดีตส.ส.คนอื่นรับหรือเปล่า นายกฯยังไม่รู้รายงานปปง. แต่จะถามรมว.ยุติธรรมในวันจันทร์นี้ บิ๊กบังยอมรับกลุ่มอำนาจเก่าพยายามจ้องล้มคมช. กำชับมทภ.1 สกัดม็อบเข้ากรุง เตือนประชาชนหยุดเคลื่อนไหวหวั่นนองเลือด สพรั่งลั่นพร้อมจัดการพวกคิดร้ายต่อบ้านเมือง ป๋าเปิดบ้านโคราชปลุกพลังคนอีสานช่วยทำให้บ้านเมืองสงบ แอ้ดเผยรมต.ใหม่มาประชุมครม.ไม่ทันในสัปดาห์หน้า ธีระ สูตะบุตรเปิดสเป๊กรมช.ไม่จำเป็นต้องเป็นคนใน สนช.ระดมสมองร่างรธน. มีชัยร้อนตัวแจงไม่คิดร่างรธน.ฉบับฝรั่งเศส อ้างไม่ใช่คนโง่-ขยันเกินเหตุ จุรินทร์-พงศ์เทพติดใจที่มาส.ว. ไม่เชื่อ 7 อรหันต์จะแก้วิกฤตชาติได้
ทรท.สะพัดต่อท่อน้ำเลี้ยงผ่านแกนนำ
วันที่ 21 เม.ย. หลังจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีการเคลื่อนไหวทางการเงินของกลุ่มอำนาจเก่า ทำการต่อท่อน้ำเลี้ยงโดยใช้รูปแบบการจ่ายเงินสดให้กับอดีตส.ส. จำนวน 3 ล้านบาท และระดับผู้ใหญ่บ้านจำนวน 1,000 บาท เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้มีหลักฐานเอาผิด และจะนำเงินดังกล่าวมาใช้สนับสนุนความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น
รายงานข่าวจากพรรคไทยรักไทย แจ้งว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวมีการนำเงินจากนอกประเทศโดยผ่านนักการเมืองระดับแกนนำพรรครายหนึ่งเป็นการนำเงินดังกล่าวจากนอกประเทศ และทำหน้าที่บริหารจัดการแจกจ่ายเงินให้กับอดีตส.ส.และอดีตหัวคะแนนของพรรค แบ่งเป็นอดีตส.ส.ในเขตพื้นที่เหนือ อีสาน และกทม.บางส่วน โดยได้คนละ 2-3 ล้านบาท และมีการจ่ายเป็นเงินเดือนอีกรายละ 5-6 หมื่นบาท โดยกลับมาจ่ายเงินเดือนอีกครั้งในเดือนที่ผ่านมา เพื่อนำมาใช้เคลื่อนไหวชุมนุมต่อต้านรัฐบาลและคมช.ในปลายเดือนเม.ย.และพ.ค.นี้ โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดตั้งคนมาร่วมชุมนุมในพื้นที่กทม.เพื่อให้เกิดภาพพลังประชาชนขนาดใหญ่
ฉะแผนปล่อยข่าวฝีมือน้องสพรั่ง
นายสุทิน คลังแสง รักษาการรองโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ข่าวที่ปรากฏออกมานั้นเป็นเพียงการพูดเลื่อนลอยของแหล่งข่าว ในฐานะที่ตนเป็นอดีตส.ส.อีสาน ซึ่งน่าจะอยู่ในข่ายที่ได้รับเงินตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมา แต่ยังไม่เคยได้รับ จึงอยากได้เบาะแสเรื่องนี้เหมือนกันว่าใครได้รับเงินบ้าง จะได้ไปขอแบ่งด้วย ในระยะหลังจะสังเกตเห็นว่าข้อมูลทำนองนี้จะออกมาจากรัฐบาลและคมช.มากขึ้น เชื่อว่าน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนประชาสัมพันธ์ 12 ล้าน ที่คมช.มอบหมายให้นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ญาติผู้น้องของพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ.และผู้ช่วยเลขาธิการคมช.ไปดำเนินการ วันนี้มีความพยายามที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มล้างพรรคไทยรักไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยจะใช้วิธีตอกย้ำคำว่า ขั้วอำนาจเก่า ท่อน้ำเลี้ยง และม็อบขนคน เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง มุ่งหวังให้ประชาชนค่อยๆ ซึมซับกับคำเหล่านี้ ซึ่งเป็นวิธีการที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้ได้ผลมาแล้ว โดยทำการตอกย้ำคำว่าระบอบทักษิณ และผลประโยชน์ทับซ้อน
เราไม่โง่พอที่จะต่อท่อเคลื่อนไหว ทำให้เกิดม็อบ หรือเกิดความวุ่นวาย จนส่งผลให้การเลือกตั้งยืดเยื้อออกไปอีก เพราะเป้าหมายของเราคือการเลือกตั้ง ถ้าไปทำอย่างนั้นมันเหมือนตีงูให้กากิน เปิดช่องให้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจอีกครั้ง ทั้งยังจะทำลายหนทางที่พรรคไทยรักไทยจะกลับมาสู่อำนาจอีกด้วย ซึ่งหนทางที่พรรคหรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับมามีอำนาจอีกครั้งนั้น จะต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่วิถีทางอื่นอย่างแน่นอน แต่พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ ก็คงต้องแล้วแต่ท่าน นายสุทิน กล่าว
ใครทำเท่ากับฆ่าตัวตาย
น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี อดีตส.ส.กทม.และรองโฆษกพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องการจ่ายเงินให้อดีตส.ส.ตามที่เป็นข่าว และถ้ายิ่งเป็นการจ่ายเงินเพื่อนำมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองด้วยแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย มันไม่มีเหตุผล และไม่มีประโยชน์ วันนี้ผู้ใหญ่ในพรรคได้กำชับอดีตส.ส.ทุกคนว่าต้องให้ความร่วมมือกับคมช.อย่างเต็มที่ อย่าสร้างความวุ่นวายใดๆ พยายามทำให้บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์และมีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด ซึ่งการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นถือเป็นเป้าหมายของนักการเมืองทุกคน คงไม่มีนักการเมืองคนไหนคิดจะฆ่าตัวเอง ด้วยการสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนการเลือกตั้ง ยืนยันว่าวันนี้พรรคไม่มีนโยบายให้เงินสนับสนุนอดีตส.ส. หากจะให้เงินกันน่าจะเป็นในลักษณะที่เด็กไปขอเงินผู้ใหญ่ อดีตส.ส.ไปเยี่ยมเยียนผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคตามเทศกาล แล้วได้รับความเมตตามามากกว่า
นายธีระชัย แสนแก้ว อดีตส.ส.อุดรธานี พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่าปปง.ไปนำข้อมูลนี้มาจากไหน ในฐานะที่ตนเป็นอดีตส.ส.อีสาน พรรคไทยรักไทย ยืนยันว่าไม่เคยรับเงิน 3 ล้านบาทตามที่เป็นข่าว แต่จะมีอดีตส.ส.คนใดได้รับเงินสนับสนุนหรือไม่นั้นไม่ทราบ สำหรับตนหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ยุบสภาและถูกยึดอำนาจเมื่อวัน 19 ก.ย. 2549 ก็ไม่เคยได้รับเงินเดือนจากพรรค หรือได้รับเงินสนับสนุนในการลงพื้นที่อีกเลยจนถึงขณะนี้ ส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่รู้ว่าพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบหรือไม่ หากจะมีการมอบเงินให้อดีตส.ส.ลงพื้นที่ หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองก็อาจเสียเปล่า จึงไม่น่าจะมีใครยอมเสียเงินในตอนนี้
ฉุนปปง.ปูดข่าวหวังเอาหน้า
นายนิสิต สินธุไพร อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ถ้าปปง.มีหลักฐานก็น่าจะนำมาเปิดเผย ไม่ใช่ปล่อยข่าวทำลายคนอื่น และสามารถดำเนินการทางกฎหมายได้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานทั้งด้านความมั่นคง ด้านการข่าวสาร หรือการตรวจสอบ ค่อนข้างให้ข่าวไปในเชิงการเมือง เป็นเชิงทำลายมากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริง กรณีของปปง.ก็เป็นการปล่อยข่าวทำลายกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่เห็นมีหลักฐานที่นำมาดำเนินคดีอะไรเลย
ตรงนี้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องเท็จ สร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความสมจริง เป็นยุทธศาสตร์ของกลุ่มทหาร หรือรัฐบาลที่ต้องการให้เกิดผลทางการเมือง ซึ่งไม่น่าไว้วางใจ การเดินเกมการเมืองอย่างนี้จะยิ่งสร้างความแตกแยกขึ้นมา เพราะฝ่ายที่กล่าวหาไม่เคยแสดงหลักฐานอะไรเลย ไม่เคยแสดงข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเลย มีแต่การกล่าวหา เป็นการปล่อยข่าวและจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน จนกระทั่งประชาชนไม่เชื่อถือ ผมคิดว่าการทำอย่างนี้คงจะหวังผลอะไรไม่ได้ แต่เป็นเพราะปปง.ต้องการแสดงผลงานบ้าง แต่ไม่ได้เป็นเรื่องจริง ฉะนั้นขอให้ปปง.หยุดพูดได้เลย แล้วถ้ามีหลักฐานก็นำมาแสดงและดำเนินคดีได้เลย ขณะนี้เป็นเรื่องเหลวไหลในหน่วยงานของรัฐ มีแต่แข่งกันเอาหน้ากับคมช. รัฐบาล ก็เลยแข่งกันปล่อยข่าวไม่มีสาระ นายนิสิต กล่าว
บิ๊กบังไม่ห่วงเงินจ้างม็อบ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) กล่าวถึงกระแสข่าวว่าปปง.ระบุได้ส่งรายละเอียดการตรวจพบการไหลเวียนจำนวนเงินของกลุ่มอำนาจเก่าในพื้นที่ภาคเหนือ-อีสาน คนละ 3 ล้านบาทมาให้คมช.ว่า ตนยังไม่เห็นเอกสารดังกล่าว แต่ไม่รู้สึกเป็นห่วงว่าเงินดังกล่าวจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่จะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้ เพราะมั่นใจว่าการชุมนุมจะไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เพราะประชาชนที่มาร่วมชุมนุมก็ต้องระวังเหมือนกันเพราะมีปัจจัยอีกมาก
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการยั่วยุจนทำให้เกิดการปะทะเพื่อล้มล้างคมช.และรัฐบาล พล.อ.สนธิ
กล่าวว่าเราต้องดูก่อนว่าการชุมนุมจะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งเรามีเจ้าหน้าที่ประเมินสถานการณ์อยู่เป็นระยะ แต่ถ้าหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้น ทหารก็มีแผนพร้อมรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะ แต่จะให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย
พร้อมรับมือสถานการณ์บานปลาย
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกคมช. กล่าวว่าตนยังไม่แน่ใจว่าปปง.ได้ส่งเรื่องมาให้กับคมช.หรือยัง ซึ่งคมช.ไม่รู้สึกวิตกกับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น มั่นใจว่าจะรับมือได้ถ้าหากการชุมนุมเกิดความวุ่นวาย ส่วนการตรวจสอบเงินคงไม่ใช่หน้าที่ของคมช. เพราะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้โดยตรงที่จะตรวจสอบที่มาและที่ไปของจำนวนเงินทั้งหมด
เมื่อถามว่าเงินดังกล่าวอาจทำให้กลุ่มที่มาชุมนุมพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการปะทะเพื่อล้มคมช.และรัฐบาล พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่าหลายฝ่ายก็วิจารณ์กันในทำนองนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่เกิด เราไม่อยากคาดเดาจนทำให้ประชาชนวิตกกังวล ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ว่าตำรวจหรือกทม. กำลังติดตามสถานการณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นจะต้องมาจากทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายเจ้าหน้าที่กับผู้ที่มาชุมนุม ทั้งนี้นายกฯและประธานคมช.ได้ให้แนวทางไว้แล้วว่าให้เจ้าหน้าที่ยึดกรอบกฎหมายเป็นหลัก ใช้วิธีนุ่มนวลเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน แต่จะไม่ให้ขัดกับกฎหมายที่มีอยู่ คิดว่าการปะทะกันจนถึงขนาดนองเลือดจะไม่เกิดขึ้น เพราะทุกฝ่ายไม่ว่าทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สนองตอบ คิดว่าการชุมนุมในวันที่ 27-30 เม.ย. ประชาชนจะมาร่วมไม่มากเพราะทุกคนเข้าใจสถานการณ์และจุดมุ่งหมายของผู้ที่มาชุมนุม
สพรั่งลั่นใครคิดร้าย-ต้องจัดการ
พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ. และเลขาธิการคมช. กล่าวถึงปปง.พบความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มอำนาจเก่าสนับสนุนเงินทุนให้อดีตส.ส.ภาคเหนือและอีสาน เพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาลและคมช.ว่า เป็นเพียงข้อมูลข่าว ซึ่งมาตรการรับมือเป็นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรามีมาตรการพร้อมอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าวิตกเงินอัดฉีดม็อบพีทีวีที่นัดชุมนุมใหญ่ 27 เม.ย.นี้ เพื่อต้องการโค่นล้มคมช.และรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่าขณะนี้เป็นเพียงข่าว เราภาวนาว่าให้ข่าวเป็นแค่ข่าว ไม่อยากเห็นภาพเพราะเขามีเจตนาจะทำให้บ้านเมืองไม่สงบ หากฝ่ายตรงข้ามคิดร้ายต่อบ้านเมือง ฝ่ายที่ดูแลบ้านเมืองต้องจัดการให้เรียบร้อย ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีความพร้อมรับมืออยู่แล้ว เมื่อถามว่าในช่วง 1-2 เดือนนี้หวั่นหรือไม่ว่าจะเกิดเหตุวุ่นวายถึงขั้นนองเลือด พล.อ.สพรั่งกล่าวว่านั่นหมอดู แต่ฝ่ายความมั่นคงจะไม่พูดว่าน่าจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น เพราะเราเป็นผู้รับผิดชอบ
ยันไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือด
เมื่อถามว่าแสดงว่าคมช.จะใช้มาตรการรับมือบนพื้นฐานของกฎหมายเต็มที่ เพื่อให้อยู่ในกรอบมากที่สุด พล.อ.สพรั่งกล่าวว่าต้องพิจารณาตามสถานการณ์ เมื่อถามว่าหากมีความรุนแรงบานปลายจำเป็นต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉินหรือไม่ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่าขั้นตกลงใจนายกฯและรมว.กลาโหมพูดไว้แล้ว เมื่อถามว่าคมช.จะพยายามไม่ให้เกิดเหตุนองเลือดขึ้น พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า โอ๊ยไม่อยากให้เกิดเลย
เมื่อถามว่าฝ่ายตรงข้ามพยายามมุ่งหมายให้เกิดเหตุรุนแรง และมีการสนับสนุนเงินทุนเคลื่อนไหว คมช.จะมีมาตรการอย่างไร พล.อ.สพรั่งกล่าวว่าต้องถามประธาน คมช.ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจ ตนเป็นผู้รับปฏิบัติ เมื่อถามว่า
ยังมีความมั่นใจว่าคมช.จะดูแลบ้านเมืองให้บรรลุเป้าหมาย 4 ข้อตามกรอบเวลาที่มีอยู่ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่าเราจะทำให้ดีที่สุด ไม่มีอะไรที่เราหนักใจ เพราะถ้าหนักใจก็อย่าไปทำ
พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 (ผอ.รมน.ภาค1) กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งเท่าที่รายงานเข้ามายังไม่พบความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน เราได้เฝ้าระวังทำความเข้าใจในทุกจุดทุกพื้นที่ โดยร่วมมือกับตำรวจ ฝ่ายบ้านเมือง ฝ่ายมหาดไทย หากมีม็อบอะไรเกิดขึ้น เราจะเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์และเจรจาเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย
มทภ.1เผยบิ๊กบังสั่งตั้งจุดตรวจสกัด
เมื่อถามว่าจะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่า
การดูแลยังคงปกติเช่นเดิม โดยตั้งจุดตรวจสกัดและชุดตรวจเยี่ยมเพื่อทำความเข้าใจ เรามีศูนย์ประสานงานพลเรือน ตำรวจ ทหารอยู่แล้ว เราจะติดตามสถานการณ์โดยการเชื่อมต่อกับผู้ว่าฯแต่ละจังหวัดและกอ.รมน. หากมีเหตุการณ์อะไร หน่วยงานแต่ละจังหวัดก็จะแจ้งมาให้เราทราบ แต่ขณะนี้ยังไม่มี
เมื่อถามว่าประธานคมช.เป็นห่วงว่าในช่วงเดือนพ.ค. การเมืองจะมีความรุนแรงมากขึ้น พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่าเป็นการวิเคราะห์ตามสถานการณ์ เพราะทุกคนทราบดีว่าในช่วงเดือนพ.ค.จะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคดีต่างๆ โดยประธานคมช.ได้กำชับให้ดูแลเป็นพิเศษ และให้เข้มงวดในการตรวจสกัด การตรวจการพกพาอาวุธ ซึ่งเราได้ประสานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล สิ่งสำคัญคือประชาชนทุกคนจะต้องช่วยกัน ซึ่งที่ผ่านมาทุกคนเข้าใจดี ดังนั้นไม่น่ามีอะไรที่รุนแรง
ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงวันเวลาดีๆในช่วงสงกรานต์ในวันที่ 9 มิ.ย. 2549 เรามีความสุขกัน หากทุกคนอยากมีความสุขจะต้องช่วยกัน อย่าไปรวมกลุ่มกับกลุ่มที่ไม่น่าไปรวม เพราะกฎกติกาของบ้านเมืองมีอยู่แล้ว ผลการลงประชามติออกมาอย่างไรก็ค่อยว่ากัน ไม่ควรจะมาต่อต้านตั้งแต่ต้น คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูก พล.ท.ประยุทธ์กล่าว
วอนชาวบ้านอย่าตกเป็นเครื่องมือ
เมื่อถามถึงน.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ห่วงจะมีการนองเลือด พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่าในวันที่ 20
เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้พุดคุยกับผบช.น. ซึ่งตำรวจบอกว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับข่าวว่าจะเกิดความรุนแรง แต่เราได้เฝ้าระวังอยู่ สิ่งสำคัญคือประชาชนไม่ควรไปร่วมและไปเป็นเครื่องมือของเขา เพราะหากเขายั่วยุให้เกิดความรุนแรงขึ้นมา จะเกิดอันตรายต่อประชาชน ขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และให้ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองเราต้องมีความประนีประนอม นุ่มนวล หากทุกคนไม่ฟัง ไม่เคารพกติกากัน ไม่อะลุ้มอล่วยกัน สถานการณ์ก็อาจชักจูงไปสู่ความรุนแรงได้ ซึ่งคนที่เดือดร้อนที่สุด คือประชาชนที่บริสุทธิ์ เราควรหันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันได้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ความสามัคคีก็จะกลับมา หากมัวแต่ไปนั่งว่าร้ายกันไปมาก็ไม่มีวันจบ
เมื่อถามว่ากลุ่มอำนาจเก่าพยายามเคลื่อนไหวเพื่อล้มคมช.ใช่หรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่าเรื่องนี้มีคนติดตามอยู่แล้ว เป็นงานของฝ่ายข่าวฝ่ายความมั่นคงติดตามอยู่ เท่าที่ทราบเขามีความพยายามอยู่ตลอด ประชาชนหากอยากเห็นบ้านเมืองสงบควรอยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปเข้าข้างใคร ขณะนี้ทุกคนทราบดีว่าเศรษฐกิจไม่ดี เพราะเศรษฐกิจของประเทศขึ้นอยู่กับความมั่นคง ทุกคนต้องใจเย็นๆ หากทุกคนไม่มาเพิ่มปัญหาทุกอย่างจะจบโดยเร็ว เชื่อว่าเหตุการณ์ไม่น่าถึงขั้นนองเลือดเพราะเรามีบทเรียนมาแล้ว รู้ดีว่าสุดท้ายคือประชาชนที่บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อน ส่วนคนที่ทำให้เกิดสาเหตุขึ้นมาไม่เห็นมีใครเดือดร้อนสักคน
เมื่อถามว่าม็อบพีทีวีพยายามเปิดโต๊ะลงรายชื่อเพื่อคว่ำรัฐธรรมนูญสามารถทำได้หรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่าเขาทำอะไร ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็บันทึกหลักฐานไว้ทั้งหมด
แอ้ดเมินอำนาจเก่าต่อท่อน้ำเลี้ยง
เวลา 10.45 น. ที่สนามหลวง พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีรายงานข่าวระบุว่าปปง.ตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวทางการเงินของกลุ่มอำนาจเก่าที่ให้อดีตส.ส.ในภาคเหนือ และภาคอีสาน คนละ 3 ล้านบาทในช่วงเวลา 3 เดือนว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่จะสอบถามกับนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รมว.ยุติธรรม ในวันที่ 23 เม.ย.นี้ซึ่งเป็นวันเปิดทำงาน เนื่องจากไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร
เมื่อถามว่าการรับโอนเงินดังกล่าวเชื่อว่าเชื่อมโยงกับการต่อท่อน้ำเลี้ยงมาสนับสนุนกลุ่มม็อบหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจในเรื่องนี้ คงไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เนื่องจากไม่ค่อยได้ดูในเรื่องดังกล่าว ส่วนมากไปให้ความสนใจด้านอื่น เรื่องนี้คมช.ติดตามอยู่ และตนจะได้สอบถามกันต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่เคยมีดำริว่าจะเชิญกลุ่มที่ยังไม่มีความเข้าใจในรัฐบาลกับคมช.มาพูดคุย ถึงขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่มีการกำหนด และคิดว่าจะมีการประสานงานกันต่อไป
เผยรมต.ใหม่ไม่ทันถกครม.นัดหน้า
เมื่อถามถึงรัฐมนตรีใหม่จะเริ่มงานในหน้าที่ได้เมื่อไหร่ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ คงต้องรอการโปรดเกล้าฯก่อน เมื่อถามว่ารัฐมนตรีใหม่จะได้เข้าร่วมประชุมครม.ในวันอังคารที่ 24 เม.ย.นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ทัน เมื่อถามว่านำรายชื่อขึ้นทูลฯเกล้าฯเมื่อใด นายกฯ กล่าวว่า ยัง
ด้านนายบัญญัติ จันทน์เสนะ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่จะเพิ่มรมช.มหาดไทยอีกคนหนึ่งว่า ตนไม่ทราบ อย่ามาถาม นายกฯไม่ได้มาปรึกษาหารือเรื่องนี้ ซึ่งอาจจะปรึกษารมว.มหาดไทย ผู้สื่อข่าวถามว่ารมช.มหาดไทยที่จะเพิ่มมานั้นจะมาดูแลงานศูนย์พัฒนาประชาธิปไตยหรือไม่ นายบัญญัติ กล่าวว่า ตอนนี้ศูนย์ดังกล่าวตนดูแลอยู่ ซึ่งเริ่มเดินหน้าทำงานไปแล้ว ส่วนจะเกลี่ยไปให้มท.3หรือไม่ ไม่ทราบ เมื่อถามว่าศูนย์นั้นจะมีหน้าที่ทำความเข้าใจประเด็นในรัฐธรรมนูญที่บางกลุ่มมีความเห็นต่างอยู่หรือไม่ เช่น เรื่องศาสนา นายบัญญัติ กล่าวว่า เราเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว เมื่อถามว่าล่าสุดองค์กรพุทธศาสนาขู่จะชุมนุมรวมตัวกันให้ได้ 2 แสนคน นายบัญญัติ กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร เราต้องคุยกันด้วยเหตุด้วยผล
เผยสเป๊กรมช.เกษตรฯ
นายธีระ สูตะบุตร รมว.เกษตรฯ กล่าวถึงกระแสข่าวทาบทามนายอนันต์ ดาโลดม อดีตส.ว.สุราษฎร์ธานี และอดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นรมช.เกษตรฯว่า ขอให้ไปถามนายกฯดีกว่า ตนแล้วแต่นายกฯ หากพิจารณาให้ใครมาช่วยงานก็ขอบคุณ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเคยหารือร่วมกับนายกฯในสัปดาห์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการเลือกบุคคลมาเป็นรมช.เกษตรฯ เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหลายๆเรื่อง ซึ่งในกระทรวงมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัยการผลิต หรือปัญหาหนี้สินเกษตรกร
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการวิจารณ์ว่ารมว.เกษตรฯไม่เข้าใจงาน แม้จะมีรมช.มาช่วยงาน ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นายธีระ กล่าวว่า แล้วแต่คนจะเข้าใจ เป็นเรื่องของเขา เมื่อถามว่าคิดว่าใครเหมาะสมที่จะมานั่งเป็นรมช.เกษตรฯ นายธีระ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในกระทรวง แต่ต้องเป็นคนที่เหมาะสมที่สุด เพราะจะต้องมาช่วยดูแลปัญหาเฉพาะหน้าหลายอย่างในเรื่องของเกษตรกร
ธีระโต้ลงพื้นที่อุบลสกัดม็อบเข้ากรุง
ผู้สื่อข่าวถามถึงนายปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตส.ว.กทม. ระบุว่านโยบายของกระทรวงเกษตรฯเลอะเทอะ ถึงแม้จะได้รับโควตารมช.เกษตรฯเพิ่มก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นายธีระ กล่าวว่า นั่นเป็นความเห็นของนายปราโมทย์ แล้วแต่มุมมอง แต่ตนคิดว่านโยบายของกระทรวงเกษตรฯมีความชัดเจนและมั่นคง มีการดูปัญหาถึงรากฐาน ทั้งเรื่องโครงสร้างการผลิตและการแปรรูป การศึกษาวิจัยเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ หากทำได้ทั้ง 2 ส่วนจะทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรในที่สุด
นายธีระกล่าวว่า นอกจากนี้ในวันที่ 23 เม.ย. ตนจะลงพื้นที่จ.อุบลราชธานี กับคณะของนายกฯ เพื่อไปรับฟังและแก้ไขปัญหาของเกษตรกรทั้งเรื่องที่ดินทำกิน เรื่องปัจจัยการผลิตพืชผลทางการเกษตร เมื่อถามถึงกรณีที่มีบางฝ่ายวิจารณ์ว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อสกัดม็อบเกษตรกร นายธีระ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าจะมีม็อบที่ไหน จึงไม่ใช่ไปเพื่อสกัดม็อบ แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของนายกฯอยู่แล้วว่าตรงไหนมีปัญหาแล้วรัฐบาลจะเข้าไปดูแลช่วยเหลือได้ก็ต้องไปดูแล
ป๋าปลุกพลังอีสานทำเพื่อบ้านเมือง
ที่บ้านพักในค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้เปิดบ้านพัก ให้บุคคลต่างๆเข้ารดน้ำดำหัวขอพรเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2550 ตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นประจำทุกปี โดยมีทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ผู้นำองค์กรปกครองท้องถิ่น นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา เข้ามอบกระเช้าดอกไม้และรดน้ำขอพรกว่า 200 คน จากนั้นพล.อ.เปรม ให้โอวาทแก่ผู้ที่เข้าขอพรนาน 30 นาที ก่อนเดินทางกลับบ้านสี่เสาเทเวศร์ กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า ประโยคต่อไปนี้ตนไม่เคยพูด เพราะอยู่ในใจมาตลอด แต่วันนี้ดีใจมาก เลยขอพูดว่ามาโคราชทีไร มีแต่ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจมาก เหมือนได้กลับบ้านที่เคยอยู่มาเก่า และยิ่งได้เห็นพวกเรามีความรักสามัคคีกันก็ยิ่งดีใจ
ผมคิดว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน บ้านเมืองของเรามีหลายเรื่องที่ทำได้ บางเรื่องก็ยาก บางเรื่องก็ง่าย สิ่งที่ผมคิดว่าง่ายมากที่พวกเราจะช่วยกันทำคือ ช่วยกันทำความเข้าใจกับผู้คนทั้งหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ตอนนี้เราควรหันหน้าเข้าหากัน เลิกตำหนิกันไป ตำหนิกันมา ซึ่งมันไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ขอให้ช่วยกันบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนี้บ้านเมืองก็ลำบาก รัฐบาลก็ลำบาก พวกเราก็ลำบาก ทุกคนมีความลำบากไปหมด แต่ถ้าเราหันหน้ามาและหยุดในสิ่งที่เราเห็นแตกต่างกันหรือว่าขัดแย้งกัน และมาเริ่มต้นทำบ้านเมืองให้มันสงบเรียบร้อยก่อน ทุกคนจะได้รับประโยชน์ และได้รับความสุข พล.อ.เปรม กล่าว
เปรยปวดหัวเรื่องใต้ก็พอแล้ว
พล.อ.เปรม กล่าวต่อว่า ขอให้พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน ฝ่ายตำรวจ และข้าราชการ หรือพ่อค้าประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีกันอยู่มากถึง 20-30 ล้านคน ช่วยกันทำความสงบให้กับชาติบ้านเมือง ถ้าพวกเรา 20-30 ล้านคนทำความสงบให้กับบ้านเมืองได้ จะเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ ทุกคนคงรู้ว่าไม่ใช่เรื่องสนุกที่เราจะมานั่งปวดศีรษะกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เพราะเราปวดศีรษะกับสถานการณ์ภาคใต้ พอสมควรแล้ว อันนั้นเป็นเรื่องคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของคนไทยกับคนไทยด้วยกัน แต่ระหว่างนี้คนไทยด้วยกันในชาติบ้านเมืองไม่มีความจำเป็นที่จะไปนั่งปวดศีรษะกัน ฉะนั้น อยากช่วยให้พวกเราได้เข้าใจว่าขอให้พูดกัน ใครมีอะไรขัดข้องหมองใจก็มาพูดกันอย่างตรงไปตรงมาแล้วก็ช่วยกันทำให้ชาติบ้านเมืองให้อยู่ดีมีสุข
ผมขอวิงวอนให้พวกท่านทั้งหลายช่วยกันทำชาติบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ผมมั่นใจว่าพวกเราทำได้ และก็จะทำได้สำเร็จด้วย ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในทุกทาง ในชีวิตของตัวเอง พล.อ.เปรม กล่าว
ปชป.เชื่อพ.ค.ไม่เกิดเหตุนองเลือด
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีในการเพิ่มรัฐมนตรี เพื่อให้บรรลุภารกิจ แต่เห็นว่านอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาสังคมยังเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องสนใจ การปรับครม.เป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะปรับ อย่างน้อยสะท้อนให้เห็นว่านายกฯ รับฟังความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนมาโดยตลอด ส่วนการปรับครม.โดยเพิ่มรัฐมนตรีที่จะมาดูแลเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญนั้น น่าจะเดินมาถูกทางและน่าจะสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญมากยิ่งขึ้น และหวังว่าการปรับครม.ครั้งนี้ จะเกิดประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้นและใช้เวลาฟื้นฟูประชาธิปไตย รักษาสภาวะเศรษฐกิจไม่ให้มีปัญหาในช่วงนี้
นายอลงกรณ์ กล่าวถึงหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเดือนพ.ค.นี้จะเป็นเดือนนองเลือดว่า เห็นว่าไม่มีตัวบ่งชี้ และเชื่อว่าทุกฝ่ายที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้ แต่ต้องป้องกันไม่ให้มีการสร้างสถานการณ์การเผชิญหน้า ซึ่งความรู้สึกร่วมของประชาชนขณะนี้ไม่เหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ดังนั้นจะมีก็เพียงชนวนเดียว คือ กลุ่มอำนาจเก่าที่เป็นเงื่อนไขสำคัญว่าจะก่อชนวนความรุนแรงหรือไม่ จึงต้องพยายามเตือนสติสังคมให้รับรู้ถ้าทำได้ก็ไม่มีปัญหา ที่สำคัญคือรัฐบาล คมช.ต้องป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เผชิญหน้าและก่อความรุนแรง โดยต้องแยกแยะกลุ่มผู้ชุมนุมในเรื่องของรัฐธรรมนูญ กับกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองออกจากกัน เพราะขณะนี้สถานการณ์ประจวบเหมาะกันพอดี
จี้คมช.จัดการกลุ่มอำนาจเก่า
เชื่อว่าหลังจากเดือนพ.ค.ไปแล้วสถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้น เพราะเมื่อคดียุบพรรคเสร็จสิ้นลงและรัฐธรรมนูญเข้าสู่กระบวนการแปรญัตติ นายอลงกรณ์ กล่าวและว่า ล่าสุด ปปง.ได้รายงานว่ากลุ่มอำนาจเก่าต่อท่อน้ำเลี้ยงให้กับส.ส.เก่าเดือนละ 3 ล้านบาท ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้คมช.ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะถ้ารายงานดังกล่าวเป็นจริง จะก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งจะมีการสนับสนุนเงินให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีของข่าวกรองในขณะนี้
นายอลงกรณ์ กล่าวถึงการต่ออายุคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะยืดอายุคตส. แต่เห็นว่าความจำเป็นในการต่ออายุคตส. ควรยึดหลักเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เช่น การที่อัยการสูงสุดจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง แต่ไม่ควรต่ออายุด้วยการยึดโยงกับอายุการทำงานของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเดินมาถูกทางแล้วที่ยืนยันว่า จะให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมือกับคตส. โดยรัฐบาลควรออกเป็นมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมืออย่างเคร่งครัดมากยิ่งขึ้น และขอให้ คตส. ป.ป.ช. สตง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เร่งรัดการดำเนินคดีและรายงานความคืบหน้าการทุจริตในระบอบทักษิณ โดยเฉพาะการทุจริตในสนามบินสุวรรณภูมิ และคดีละเมิดสิทธิมนุษยชน จากกรณีการฆ่าตัดตอนในช่วงรัฐบาลทักษิณ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ความคืบหน้า
อนุซีทีเอ็กซ์เรียกอดีตบอร์ดทอท.สอบ
วันที่ 21 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 ที่มีนายอำนวย ธันธรา เป็นประธานเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ได้เชิญอดีตบอร์ด บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ที่ถูกคตส.ชี้มูลความผิดคือนายวิชัย จึงรักเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร ที่ถูกคณะกรรมการป.ป.ช.ไล่ออกจากราชการกรณีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่เรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ระหว่างคุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรม และ นายเทิดศักดิ์ เศรษฐมานพ อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าชี้แจง
แหล่งข่าวจากอนุกรรมการไต่สวน เปิดเผยว่า นายวิชัย ได้ชี้แจงว่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบอร์ดทอท.ในเดือนม.ค.2547 เพื่อไปแทนนายอรัญ ธรรมโน อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ที่ขอลาออกจากบอร์ดทอท. จากนั้นในปลายเดือนเดียวกันได้รับการติดต่อให้เข้าประชุมบอร์ดทอท.ในวันที่ทอท.ทำสัญญาซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์กับบริษัทแพทริออต ซึ่งได้ลงมติเห็นชอบไปโดยไม่รู้เรื่องมาก่อนเพราะเป็นการประชุมนัดแรก แต่เห็นว่าบอร์ดทอท.แต่ละคนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและคงผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคและกฎหมายมาอย่างดีแล้ว โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ หลังจากในเดือนม.ค.2547 พออนุมัติให้ซื้อเครื่องซีทีเอ็กซ์ไปแล้ว ก็ไม่เคยประชุมบอร์ดทอท.ในเรื่องซีทีเอ็กซ์อีกเลย
อดีตบิ๊กสรรพากรมีสิทธิ์หลุด
แหล่งข่าวกล่าวว่า ส่วนการชี้แจงของนายเทิดศักดิ์นั้นได้ชี้แจงว่า ถึงแม้จะได้เข้าไปเป็นบอร์ดทอท.ในโควตากระทรวงคมนาคม แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้เข้าประชุมเพราะติดภารกิจ จึงมอบหมายตัวแทนที่เป็นข้าราชการของกระทรวงคมนาคมไปประชุมบอร์ดทอท.แทน รวมทั้งในวันที่มีการอนุมัติซีทีเอ็กซ์ ปรากฏว่าไม่ได้เข้าประชุมแต่ได้ส่งตัวแทนไปประชุมแทน อย่างไรก็ตาม นายเทิดศักดิ์กลับไม่ยอมนำบุคคลที่เป็นตัวแทนดังกล่าวมาชี้แจงกับอนุกรรมการไต่สวน ทำให้น้ำหนักการชี้แจงของนายเทิดศักดิ์ ยังขาดน้ำหนักความน่าเชื่อถืออยู่ในบางส่วน
จากการชี้แจงของนายวิชัยพบว่า นายวิชัยเกี่ยวข้องกับเรื่องซีทีเอ็กซ์แค่ในวันที่มีการอนุมัติการทำสัญญาเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้ในการประชุมบอร์ดทอท. 4-5 ครั้งที่อนุกรรมการไต่สวนพบว่าบอร์ดทอท.มีพิรุธในการพยายามทำสัญญากับบริษัทนายหน้าและกลุ่มไอทีโอ พบว่านายวิชัยไม่ได้เข้าร่วมประชุม จึงทำให้นายวิชัยอาจหลุดในชั้นไต่สวนได้แม้จะเป็นบอร์ดทอท.ในเวลานั้น เพราะถือว่านายวิชัยเข้ามาในช่วงหลัง ส่วนการชี้แจงของนายเทิดศักดิ์แม้จะบอกว่าในวันที่อนุมัติเขาไม่ได้เข้าประชุม แต่อนุกรรมการจะต้องไปดูวาระการประชุมย้อนหลังว่าก่อนหน้านี้นายเทิดศักดิ์ได้เคยเข้าประชุมบอร์ดในเรื่องซีทีเอ็กซ์หรือไม่ แหล่งข่าวจากอนุกรรมการไต่สวน ระบุ
มีชัยแจงวุ่นร่างรธน.ฉบับฝรั่งเศส
เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมดุสิตรีสอร์ท หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นประธานเปิดการสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมือง มีสมาชิก สนช. สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางส่วน รวม 200 คน เข้าร่วมสัมมนา
นายวิษณุ เครืองาม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมือง กล่าวรายงานว่า ขั้นตอนหลังการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญต้องส่งให้ 12 องค์กรร่วมพิจารณาและเสนอความเห็น ซึ่งสนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการปฏิรูปการเมืองเพื่อติดตามการร่างรัฐธรรมนูญอยู่ห่างๆ เมื่อรับร่างแรกอย่างไม่เป็นทางการ ก็ศึกษาตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. ศึกษาเสร็จแล้วส่วนใหญ่พบว่าแม้จะดีระดับหนึ่ง แต่ควรมีปรับแก้
จากนั้น นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสนช. กล่าวเปิดการสัมมนาว่า รัฐธรรมนูญที่จะออกมาต้องใช้บังคับกับทุกองคาพยพ ดังนั้นสนช.ต้องช่วยกันพิจารณาอย่างเต็มกำลัง ซึ่งคนที่ถูกกดดันมากที่สุดคือส.ส.ร. เพราะมีเวลาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญที่จำกัด ส่วนที่เป็นห่วงว่าจะมีปัญหาในขั้นการลงประชามติ เท่าที่ดูแล้วไม่น่าเป็นห่วง อย่างน้อยที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ดูฤกษ์ยามดีที่จะจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกในวันที่ 26 เม.ย. ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นอกจากนี้รัฐธรรมนูญก็มี 299 มาตรา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวย เมื่อฤกษ์พานาทีเป็นแบบนี้ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนที่มีข่าวว่าตนพร้อมด้วยนายวิษณุ และ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ทั้ง 3 คน ไปร่างรัฐธรรมนูญที่ประเทศฝรั่งเศส อยากชี้แจงให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เข้าใจ จะได้ไม่ขวัญเสีย บอกได้เลยว่าคงไม่ได้โง่หรือขยันจนถึงกับต้องไปร่างกันที่ปารีส ถ้าจะทำที่ในห้องนี้ก็ทำได้ ขอยืนยันอีกครั้งเพื่อไม่ให้ขวัญเสียกัน
ประสงค์แขวะหากรธน.ไม่ผ่านให้ใช้ปี49
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้บรรยายพิเศษเรื่อง แนวทางในการพิจารณาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ตั้งใจทำงานจริง จึงทำเสร็จก่อนกำหนด 2 วัน แต่เราไม่ได้คิดถึงตัวเลข 299 มาตราว่าเป็นตัวเลขสวยหรือไม่สวย แต่เมื่อได้ฟังนายมีชัยพูดแล้วก็เห็นว่าตัวเลขสวยจริงๆ รัฐธรรมนูญจะผ่านได้หรือไม่คงอยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจ แต่โหรข้างนอกบอกว่าเดือนส.ค.สถานการณ์ไม่ดี ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างฉบับสุดท้ายจะออกมาพอดี แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ไม่ใช่หน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างฯ ที่จะไปแก้ดวงแก้เคล็ด ขึ้นอยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขหลังจากรับฟังความเห็นจากนี้ไปต้องดูที่เหตุผล ข้อดีข้อเสีย ที่สำคัญต้องดูมาจากกลุ่มไหน เพราะแต่ละกลุ่มมีผลประโยชน์ไม่เหมือนกัน ดังนั้นการแก้ไขปรับปรุงอาจไม่ตรงตามความต้องการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
น.ต.ประสงค์กล่าวว่า ในวันที่ 26 เม.ย. จะมีพิธีแจกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกให้กับประธานส.ส.ร.และ 12 องค์กรตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 49 ที่รัฐสภา เวลา 11.00-12.00 น. ถ้าเข้ามาไม่ได้ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดแจงแหวกม่านสีเหลืองออกไปด้วย แต่ถ้าท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านประชามติ ก็คงนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2549 มาแก้ไขแล้วใช้เลย
อัดรัฐบาลไร้ผลงาน-จี้ทบทวน
น.ต.ประสงค์ กล่าวว่า อยากฝากสนช.ว่าอย่าไปคิดแทนนักการเมือง แต่ให้คิดแทนประชาชน ซึ่งสนช.ไม่ใช่นักการเมือง ฉะนั้นอย่าไปคิดแทนเขาว่าเขาจะถูกลดจำนวนลง หรือมาจากการสรรหา สนช.กำลังทำหน้าที่ในการวางโครงสร้างพื้นฐานให้กับบ้านเมือง วันนี้ตนอยากระบายความรู้สึกว่าขณะนี้ผ่านมา 6 เดือน แม้จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ทั้งรัฐบาล คมช. สนช. ส.ส.ร. มาจากที่เดียวกันต้องช่วยกัน ขอให้สนช.ออกกฎหมายดีๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน ที่ผ่านมาตนไม่เห็นรัฐบาลจะเสนอกฎหมายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมีเพียงหวยบนดิน 2-3 ตัว ประชาชนเขาบอกว่าสนช.ยังเป็นที่ยอมรับ แต่เขาอึดอัดกับฝ่ายบริหาร เพราะทำงานไม่ดีขึ้น ดังนั้นอยากให้รัฐบาลทบทวนการทำงาน คอยเติมแค่หยดสองหยดแก้อะไรไม่ได้
นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เลขานุการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง สาระของร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ความเห็นที่หลากหลายต่อร่าง เป็นเรื่องธรรมดา แต่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ พยายามปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม และต้องเขียนละเอียด ไม่เช่นนั้นมีปัญหาการไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ มีหลายส่วนบกพร่อง และยังเห็นต่างกัน มีหลายเรื่องที่ต้องปรับปรุง เช่น หมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐยาวเฟื้อย แม้นายมีชัยบอกว่าประชามติไม่น่ามีปัญหา แต่ไม่แน่ใจนัก แต่หวังว่าเมื่อเราปรับแก้แล้วจะผ่าน และจะปรับเพื่อประโยชน์โดยรวม ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใด ซึ่งเราให้ความสำคัญกับความเห็นที่มีเหตุผลตามหลักวิชา ซึ่งคิดว่าสนช.มีแนวคิดที่ดี ส่วนถ้าไม่ผ่านก็ต้องให้คมช.นำฉบับใดมาแก้ไข ก็น่าห่วงทิศทางประเทศ
จากนั้น นายบวรศักดิ์ เสนอให้นายสมคิด ตอบข้อซักถามของสมาชิกในประเด็นที่ยังข้องใจ อาทิ นายบวรศักดิ์ถามถึงหลักการและวิธีการเลือกตั้ง ระบบตรวจสอบและถ่วงดุล ขณะที่นายประพันธ์ คูณมี สมาชิกสนช. ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐธรรมนูญทำไมจึงไม่มีการป้องกันและลงโทษบุคคลที่ก้าวล่วงองคมนตรี ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม ซักถามถึงการสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งของสนช. เพราะยังมีปัญหาว่าถ้าจะรอให้เปิดประชุมรัฐสภา ขณะที่ยังไม่มีวุฒิสภาจะเกิดปัญหาการตีความคำว่า รัฐสภา เพราะองค์ประกอบจะต้องมีทั้ง ส.ส. และ ส.ว. อาจส่งผลให้ไม่สามารถลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งนายสมคิดได้รับปากว่าจะนำประเด็นนี้ไปหารือกันในกรรมาธิการยกร่างฯ
ลิขิตห่วงมาตรา299หวั่นตายน้ำตื้น
นายลิขิต ธีรเวคิน หัวหน้าพรรคพลังแผ่นดินไท แถลงว่า พบว่ามีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่ 2 เรื่องใหญ่ คือ มาตรา 299 และมาตรา 68 ซึ่งมาตรา 299 ที่ระบุว่าการกระทำใดๆที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ คล้ายเป็นการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร ซึ่งหากต้องการนิรโทษกรรมหรือคุ้มครองการกระทำของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ควรให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกเป็นพ.ร.บ. ไม่ควรนำไปเสี่ยงกับการลงประชามติทั่วประเทศ เพราะหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ เท่ากับว่าจะไม่มีอะไรคุ้มครองเลย
ขอเสนอให้ตัดมาตรา 299 ทิ้งไป เพราะจะกลายเป็นการตายน้ำตื้น ประชามติเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะประชาชนต้องลงประชามติ ออกเสียงทั้งประเทศ ทำให้รัฐธรรมนูญสูงกว่าพ.ร.บ.ที่ออกโดยรัฐสภา ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านเท่ากับประชาชนไม่ให้อภัยคณะรัฐประหาร นายลิขิต กล่าว
นายลิขิต กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรา 68 ที่ระบุว่าในกรณีประเทศเกิดสถานการณ์วิกฤต ภาวะคับขัน จำเป็นอย่างยิ่งในทางการเมือง ให้ประมุขฝ่ายต่างๆมาประชุมเพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งมองว่ามาตรานี้มีปัญหา อาจใช้ไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะไม่ได้กำหนดว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าสถานการณ์ถึงขั้นวิกฤตแล้ว และใครจะเป็นคนเรียกประชุม สิ่งสำคัญถ้ามีมติให้ปลดนายกรัฐมนตรี ก็ไม่สามารถปิดกั้นประชาชน หรือพรรคไม่ให้เลือกคนดังกล่าวกลับมาเป็นนายกฯได้อีก เพราะต้องอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง การกีดขวางจะเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับแนวทางประชาธิปไตย
กก.สิทธิฯฉุนกมธ.เมินข้อเสนอ
นายเสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ไม่สามารถตอบสนองปัญหาของบ้านเมือง หรือการปฏิรูปการเมืองได้ เพราะเป็นการมองเฉพาะปัญหาที่แล้วมาของรัฐบาลทักษิณ ที่มีเสียงข้างมากในสภา และไม่ได้มองว่าปัญหาอยู่ที่พรรคการเมืองและนักการเมือง นอกจากนี้ การกำหนดเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม เป็นการให้ความสำคัญกับคุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง หรือ ผู้นำ ทั้งที่หลักสำคัญอยู่ที่ประชาชนและสังคม ส่วนการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นเรื่องวนเวียนของนักการเมือง ในเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
นายเสน่ห์ กล่าวถึงหลัก 5 ประการที่คณะกรรมการสิทธิฯเคยเสนอต่อประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญและประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า ไม่แน่ใจว่าได้อ่านหรือไม่ เพราะเท่าที่ดูร่างไม่เห็นมีข้อเสนอของเราที่เสนอไปเลย มีแต่บอกว่าได้เพิ่มในเรื่องสิทธิเสรีภาพมากขึ้น ซึ่งคิดว่าเป็นหลุมพรางมากกว่า
เราเสนอตามหน้าที่ แต่ไม่ได้ตั้งความหวังว่า เขาจะนำไปพิจารณา เป้าหมายสำคัญไม่ใช่ที่รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญขึ้นอยู่กับคน 35 คนที่มีอคติ เราทำงานมา 5 ปี ตระหนักว่าจะต้องทำให้ชุมชนเข้มแข็ง กฎหมายจึงจะศักดิ์สิทธิ์ เราจะทำให้คนในพื้นที่เดินด้วยตนเอง โดยการให้องค์กรท้องถิ่น อบต. ผู้นำชุมชนประสานกันได้ ด้วยการกระจายอำนาจ การศึกษา นายเสน่ห์ กล่าว
ปชป.เชื่อไม่ก่อวิกฤตการเมือง
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ตนกังวลใจใน 3 ประเด็น คือ 1.ด้านศาสนา 2.อำนาจตุลาการ และ 3.ที่มาของส.ว. แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ส่อว่าจะทำให้เกิดวิกฤตทางการเมือง แต่เพื่อความไม่ประมาท ขอให้ยึดหลัก 5 ประการ คือ 1.มีเหตุผล มีสติ แตกต่างแต่ไม่แตกแยก 2.อย่ามีจิตระแวง โดยเฉพาะองค์กรศาสนาที่เคลื่อนไหวต้องการให้บรรจุศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งถือเป็นสิทธิที่กลุ่มเหล่านี้จะเคลื่อนไหวได้ และมั่นใจว่าไม่มีคนอยู่เบื้องหลัง เพราะที่ผ่านมาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลุ่มคนเหล่านี้เคยเคลื่อนไหวมาแล้ว 3.สภาร่างรัฐธรรมนูญควรประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม 4.สภาร่างรัฐธรรมนูญควรสนับสนุนให้เปิดเวทีแสดงความเห็นทั่วประเทศ และ 5.ป้องกันไม่ให้กลุ่มการเมืองเข้ามาฉวยโอกาสนำความเห็นที่แตกต่างมาเป็นข้อขัดแย้ง และเป็นประเด็นทางการเมือง
ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆที่ส่อว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองจากปัญหารัฐธรรมนูญ เพราะการที่กลุ่มต่างๆ ออกมาแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผิดปกติ แต่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 มาแล้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
คมช.ยันไม่ได้แอบร่างรธน.ฉบับคมช.
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ในฐานะหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคมช. กล่าวถึงการเร่งทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชน เพื่อเตรียมพร้อมการลงประชามติว่า เรื่องนี้ ส.ส.ร.คงดำเนินการอยู่ ซึ่งมีกรรมการในการทำงานเป็นขั้นตอน และทางสนช. กำลังสัมมนาเรื่องรัฐธรรมนูญอยู่
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตกรณีพล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. เดินทางไปพร้อมคณะกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และนายวิษณุ เครืองาม สมาชิกสนช. เพื่อทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคมช.นั้น พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า เป็นการเข้าใจผิด คนไทยคิดมากเกินไป ไม่มีอะไรท่านไปพักผ่อน ไม่มีวาระซ่อนเร้น เมื่อถามว่าไม่ใช่เป็นการเดินทางไปหารือร่างรัฐธรรมนูญรองรับหากไม่ผ่านประชามติ พล.อ.สมเจตน์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น อยากถามว่าจำเป็นต้องเดินทางไปถึงต่างประเทศหรือไม่ หากจะทำจริงไปทำที่ไหนในเมืองไทยก็ได้ ไม่ต้องไปถึงต่างประเทศ คนพยายามนำเอามาเป็นประเด็น คนไทยขี้สงสัยไม่มีความไว้วางใจกันและกัน
โฆษกกมธ.ฟุ้งตั้งกองทุนพัฒนาการเมือง
เวลา 13.30 น. ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) นายปกรณ์ ปรียากร โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) กล่าวภายในการอภิปรายเรื่อง รัฐธรรมนูญใหม่ ปฏิรูปหรือถอยหลัง ว่าจุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 มีจุดเด่น 4 ประการคือ 1.เพิ่มพื้นที่ทางการเมืองและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด 2.การใช้อำนาจรัฐมีดุลภาพมากขึ้น ลดการผูกขาดอำนาจรัฐ 3.ทำให้การเมืองที่โปร่งใสเกิดขึ้นได้จริง และ 4.เพิ่มประสิทธิภาพบริหารราชการ รวมถึงองค์กรเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบมีความเข็มแข็งและมีอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวยังกำหนดให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อ 1 แสนชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งมีการให้ตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย
ส.ส.ร.เปรียบเสมือนสถาปนิกที่พยายามก่อสร้างบ้านที่มั่นคงและเข็งแรงให้กับสังคมไทย แต่ทั้งนี้องค์ประกอบในร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 15 หมวด 299 มาตรา ยังไม่ถือเป็นบทสรุปสุดท้าย แต่พร้อมที่จะปรับปรุงและแก้ไขได้ นายปกรณ์กล่าว
ทรท.-ปชป.ยังติดใจที่มาของส.ว.
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีจุดเพราะพยายามล้อมคอกปัญหามากเกินไป จนทำให้ลืมหลักการประชาธิปไตย และในที่สุดอาจเกิดช่องโหว่นำไปสู่ภาวะวิกฤตในอนาคตได้ โดยเฉพาะเรื่องที่มาของส.ว. และเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯและรัฐมนตรี แม้จะระบุว่าจะต้องมีเสียงส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ลดลงจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่กำหนดให้ส.ส.เข้าชื่อ 2 ใน 5 เหมือนว่าฝ่ายค้านจะอภิปรายได้ง่าย แต่หากในอนาคตเกิดเหตุการณ์ ส.ส.มีจำนวนไม่ถึงตามที่กำหนดอีกก็ไม่สามารถอภิปรายได้ ดั้งนั้นคิดว่าหากส.ส.ร.จะปลดล็อกนี้ ก็ควรปลดให้สุดโดยให้การยื่นอภิปรายใช้เสียงส.ส.เท่าที่ฝ่ายค้านมีอยู่
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รักษาการรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า หากดูภาพรวมถือว่าประชาชนยังไม่ไว้วางใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะที่มาของส.ว. เพราะให้อำนาจประชาชนเลือกส.ส.แต่กลับไม่ให้เลือก ส.ว. ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร และคณะกรรมการสรรหาส.ว.ทั้ง 7 คน ไม่ว่าจะเป็นป.ป.ช. กกต. ประธานศาล ล้วนได้รับการแต่งตั้งจากคมช.ทั้งสิ้น ทั้งหมดนี้มีจุดยึดโยงอย่างไรกับประชาชน และที่สำคัญคือหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไรในการคัดเลือก นอกจากนั้นยังเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามวางมาตรฐานทางการเมืองของนักการเมืองไว้สูงและเข้มงวดมาก โดยเฉพาะการแจ้งบัญชีทรัพย์สินนั้น ปรากฏว่าภรรยาของนักการเมืองแม้จะไม่ได้จดทะเบียนก็ต้องแสดงบัญชีทรัพย์ให้สาธารณชนได้รับทราบ ดังนั้น ข้าราชการระดับสูงจดทะเบียนซ้อน ก็ควรแสดงบัญชีทรัพย์สินของภรรยาทั้งหมดต่อสาธารณชนเช่นกัน
พงศ์เทพเย้ยให้แสดงทรัพย์สินเมียน้อยขรก.
สิ่งที่ผมกังวลมากคือ มาตรา 299 กำหนดว่า การกระทำใดที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ถือว่าชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 ซึ่งหมายความว่าประกาศของคณะปฏิรูปที่ออกมา แม้จะออกมาโดยสะเพร่า ขัดหลักนิติธรรมอย่างไร ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง การกำหนดไว้เช่นนี้เหมือนเขียนเช็คเปล่าโดยไม่รู้มูลค่า ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเขียนไว้เช่นนี้ นายพงศ์เทพกล่าว และว่า อยากเตือนว่าอย่าคิดว่าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนจะเห็นด้วยทั้งหมด อีกทั้งที่ระบุว่าหากไม่รับร่างก็จะไปหยิบรัฐธรรมนูญฉบับคมช. หรือรัฐบาลซึ่งหนักกว่านั้น ถือว่าไม่ยุติธรรมกับประชาชน ดังนั้น ตนอยากให้ส.ส.ร.ประกาศต่อประชาชนว่าถ้าไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ให้เลือกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 โดยเขียนบทเฉพาะกาลระบุไว้ว่าจะต้องมีการแก้ไขอย่างไร เพื่อไม่ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองถูกมัดมือชก
สุริยะใสไม่เชื่อ7อรหันต์แก้วิกฤตได้
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย(ครป.) กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเด่นที่พยายามสถาปนาประชาธิปไตยทางตรง โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น กล้านำรูปแบบการลงประชามติทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น แต่ยังมีจุดอ่อน และควรตัดออกไป คือเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายตุลาการมากเกินไป ทำให้อำนาจอยู่นอกรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น 7 อรหันต์ ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จในการสรรหาส.ว. แทนการเลือกตั้ง หรือ 11 อรหันต์ที่สามารถประชุมชี้ขาดว่าประเทศถึงภาวะคับขันแล้วหรือไม่ ซึ่งตนไม่เชื่อว่าอำนาจตุลาการจะแก้ไขปัญหาวิกฤตได้ อีกทั้งยิ่งทำให้เกิดการซื้อง่ายขึ้นด้วย ซึ่งตนเข้าใจว่าที่ผ่านมาเกิดปัญหาสภาผัวเมีย มีการซื้อเสียงในการเลือกตั้งส.ว. แต่จะมีหลักประกันอย่างไรว่า 7 อรหันต์คัดเลือกคนที่มีคุณภาพมากกว่าในอดีต
หน้า 1
ข้อมูลจาก ข่าวสด
