คอลัมน์ เครื่องเคียงโดย สมสกุล ไซรลบ
ทุกวันที่ 21 เมษายน ของทุกปี ชาวตุลาการศาลยุติธรรม จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะตรงกับวันสถาปนาศาลยุติธรรม
ปี 2550 ศาลยุติธรรมจะก้าวสู่ปีที่ 126 ซึ่งในปีนี้สำนักงานศาลยุติธรรม ได้จัดกิจกรรมเพื่อแสดงผลงานรวมทั้งแสดงถึงพัฒนาการต่างๆ ของศาลยุติธรรมในการรับใช้สังคม
ซึ่ง นายพินิจ สุเสารัจ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เล่าถึงกิจกรรมที่จะมีขึ้นว่า ในโอกาสที่ศาลยุติธรรมก้าวสู่ปีที่ 126 ได้จัดกิจกรรมไว้ 3 กิจกรรม
กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมทางศาสนาที่จะมีพิธีพราหมณ์ บวงสรวงยอดปราสาทศาลยุติธรรม ขณะนี้จัดเก็บไว้ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการตุลาการ รวมทั้งจัดทำบุญเลี้ยงพระเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ยิ่งใหญ่ของข้าราชการตุลาการและประชาชน
เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 ปีในวันที่ 5 ธันวาคม โดยจะจัดพิธีการทางศาสนาขึ้นในวันที่ 21 เมษายน เวลา 06.00 น. ณ ห้องโถงชั้น 1 ศาลฎีกา
กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมด้านต่างประเทศ ซึ่ง นายปัญญา ถนอมรอด ประธานศาลฎีกา เชิญ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย 46 ประเทศ รวมทั้งผู้บริหารศาลยุติธรรมทั่วประเทศ และผู้แทนการค้าต่างๆ เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารเที่ยง
โดยประธานศาลฎีกาจะปาฐกถาพิเศษ เรื่อง นโยบายของศาลยุติธรรมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของคนต่างชาติ ที่โรงแรมคอนราด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ วันที่ 20 เมษายน ตั้งแต่เวลา 10.30-13.30 น.
หลังจากการปาฐกถาแล้วประธานศาลฎีกาจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศซักถามประเด็นต่างๆ
อย่างไรก็ตาม สำหรับเอกอัครราชทูตที่ตอบรับคำเชิญมาแล้ว 26 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และสิงคโปร์ เป็นต้น
นายพินิจได้อธิบายเหตุผลถึงการเชิญเอกอัครราชทูต ร่วมงานสถาปนาว่า การดำเนินการด้านต่างประเทศของฝ่ายตุลาการ ประธานศาลฎีกา ต้องการสร้างความมั่นใจในสถานการณ์ของประเทศไทยให้กับต่างชาติได้รับรู้
ซึ่งขณะนี้ทราบดีว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังมีปัญหาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ศาลซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจการปกครอง จึงอยากใช้อำนาจตุลาการช่วยเหลือประเทศชาติ ด้วยการยืนยันความเชื่อมั่นให้ประชาชนไทยและต่างประเทศ เรื่องการบังคับใช้กฎหมายของศาลและอำนาจตุลาการว่ามีเป้าหมายเพื่อประชาชน และการพิจารณาพิพากษาคดีจะเป็นไปโดยเที่ยงตรง เที่ยงธรรมและรวดเร็ว มีมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับอารยประเทศ
โดยจะไม่ขัดขวางการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ ศาลหวังว่าการปาฐกถาของ ประธานศาลฎีกา จะมีส่วนสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมั่นในทางการค้าระหว่างประเทศกับแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากถ้าเศรษฐกิจไม่ดีการค้าตกต่ำคดีจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสะท้อนถึงกันเหมือนที่เคยเกิดในยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
นอกจากนี้ พินิจ ได้อธิบายถึงบทบาทของศาลยุติธรรมที่จะเข้ามาช่วยเหลือประเทศในยามนี้ว่า สถานการณ์ประเทศขณะนี้มีความอ่อนไหว สิ่งใดที่ศาลพอจะช่วยเหลือประเทศได้เราจะทำเช่นเรื่องการแสดงให้ต่างประเทศเชื่อมั่นในกฎหมายและการบังคับใช้
กฎหมายของศาลซึ่งเป็นสถาบันตุลาการที่ประชาชนให้ความไว้วางใจ ประธานศาลฎีกาจึงตั้งใจแสดงปาฐกถาต่อผู้แทนต่างชาติเพื่อแสดงให้นานาประเทศรับรู้ว่าทุกประเทศจะได้รับความคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย
โดยจะตอกย้ำให้ผู้แทนต่างประเทศเพิ่มความเชื่อมั่นในกฎหมายและศาลไทย ทั้งนี้ ประธานศาลฎีกาจะตอบคำถามในกิจการของศาลต่อสื่อต่างประเทศทุกคำถาม
กิจกรรมที่ 3 งานด้านวิชาการ นายพินิจอธิบายว่า จัดสัมมนาเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
เพราะปัจจุบันสิ่งแวดล้อมและปัญหาคุ้มครองผู้บริโภคเกิดขึ้นมากและมีข้อเท็จจริงแปลกประหลาดเกิดขึ้นแบบที่ประชาชนไม่เคยเห็น และศาลต้องหาความรู้ทางกฎหมายไว้ตัดสิน
ซึ่งปัจจุบันศาลเริ่มพัฒนาเปิดแผนกคดีสิ่งแวดล้อมและแผนกคดีคุ้มครองผู้บริโภคในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์แล้ว และกำลังพัฒนาให้มีในศาลชั้นต้น
นี่คือ 3 กิจกรรมหลักที่จะจัดขึ้นในการก้าวสู่ปีที่ 126 ของศาลยุติธรรม
แต่ที่น่าติดตามอย่างยิ่ง สำหรับการก้าวสู่ปีที่ 126 คือ บทบาทของศาลยุติธรรมที่จะร่วมกับฝ่ายบริหารฝ่าสถานการณ์ที่อ่อนไหวเพื่อประคับประคองประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตที่รุมเร้าไปได้แค่ไหน ?!!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
