วันที่ 6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย กรณีคำวินิจฉัยตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบว่า คำวินิจฉัยของนายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ ถึงข้อพิจารณาว่าประกาศคปค. ฉบับที่ 27 ข้อ 3 มีผลใช้บังคับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารหรือไม่พิจารณาแล้วเห็นว่าสิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ประกาศคปค.ฉบับที่ 27 ข้อ 3 เป็นกฎหมายที่จำกัดตัดสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย เป็นกฎหมายที่เป็นผลร้ายต่อผู้ที่ต้องเสียสิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่ประกาศฉบับดังกล่าวมิได้ระบุว่า ให้ใช้บังคับเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบ ซึ่งได้กระทำการดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด จึงต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรมที่ว่า กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง การกระทำอันเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2541 เกิดขึ้นก่อนประกาศคปค.ฉบับที่ 27 จะมีผลบังคับใช้ จึงไม่อาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารได้ส่วนคำวินิจฉัยของนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ระบุว่า เป็นปัญหาทางนิติปรัชญา ประกาศคปค.ฉบับดังกล่าวออกบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2549 ภายหลังกระทำการตามมาตรา 66 พ.ร.บ.พรรคการเมืองพ.ศ.2541 จึงมีปัญหาว่า ประกาศคปค.ฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลต้องห้ามมิให้ใช้บังคับหรือไม่ จึงเห็นว่าการตรากฎหมายย้อนหลังไปใช้บังคับกับข้อเท็จจริงที่จบลงแล้วให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลจะกระทำไม่ได้ ซึ่งถือเป็นนิติประเพณีของนานาอารยประเทศที่รัฐต้องยอมรับในฐานะที่เป็นกฎของกฎหมายหรือ Rule of Law อย่างหนึ่ง
นายธานิศระบุว่า ส่วนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มาตรา 36 รับรองความชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศและคำสั่งของคปค. เห็นว่าเป็นการรับรองเฉพาะประกาศหรือคำสั่งที่ออกมาโดยชอบด้วยกฎของกฎหมายเท่านั้น หากคณะตุลาการไม่ตีความมาตรา 36 เท่ากับเป็นการรับรองว่าคปค. ซึ่งเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจเด็ดขาดจะออกกฎหมายมาอย่างไรก็ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎของกฎหมาย เช่น ตีความยอมรับรองให้คปค.ออกกฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้ โดยถือว่าเป็นประกาศที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 36 เช่นนี้แล้ว เราจะมีหลักประกันความมั่นใจอย่างไรว่าในวันข้างหน้าจะไม่มีการยึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก หากก่อการได้สำเร็จเป็นรัฏฐาธิปัตย์คนใหม่ จะไม่ออกกฎหมายย้อนหลังมาเพื่อแก้แค้นเอาคืนบ้าง
นายธานิศยังเห็นว่า ประกาศคปค.ฉบับที่ 27 ข้อ 3 ให้ตัดสิทธิเลือกตั้งโดยเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ต้องยุบ ไม่เพียงเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังมาเป็นผลร้ายต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบอันเป็นการขัดต่อกฎของกฎหมาย หากแต่มีลักษณะเจาะจงจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกสั่งยุบ ไม่แตกต่างจากการตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาคดีพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งขัดต่อธรรมเนียมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงไม่มีผลบังคับให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคที่ถูกร้องยุบพรรคได้
นายธานิศระบุว่า บางครั้งศาลจำเป็นต้องตีความให้กฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลเพื่อปกป้องคุ้มครองสังคมและประโยชน์ของมหาชนได้ แต่คดีนี้แม้ว่าพรรคไทยรักไทยสมคบกับพรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย ร่วมกันกระทำการทุจริตผิดกฎหมายเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าหากปล่อยให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเหล่านี้ยังคงมีสิทธิเลือกตั้งต่อไป บุคคลเหล่านี้อาจไปซ่องสุมร่วมมือกันหรือร่วมกับพรรคอื่นกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือปฏิปักษ์ต่อการปกครองเช่นนี้อีก แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ตามพยานหลักฐานนั้นมีเพียงหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคเพียงบางคนเท่านั้นที่ร่วมกันกระทำความผิด ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่มีมากกว่า 100 คนมีส่วนรู้เห็นด้วย
หน้า 11
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
