เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แถลงชี้แจงกรณีระบุว่าเสนอทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กฝาก โดยเสนอให้กำหนดโควตาเด็กฝากสำหรับผู้มีอุปการคุณให้กับผอ.โรงเรียนในสัดส่วนร้อยละ 10 ของจำนวนรับนักเรียนทั้งหมดว่า ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องดังกล่าวจริง แต่เป็นการประชุมนอกรอบ โดยที่รมว.ศึกษาธิการออกนอกห้องประชุมไปก่อนแล้ว ตนเสนอทั้งหมด 3 ประเด็น เพื่อแก้ปัญหาการรับนักเรียน คือ 1.พยายามควบคุมจำนวนนักเรียนต่อห้อง ห้องละ 40 คนให้ได้ ซึ่งปีนี้มีโรงเรียนที่มีนักเรียนต่อห้องระหว่าง 41-55 คน แค่ 70 โรงเรียน จากปีก่อน 115 โรงเรียน ซึ่งสพฐ.ตั้งเป้าว่าปีต่อไปต้องลดลงเรื่อยๆ 2.สพฐ.เร่งพัฒนาโรงเรียนคู่พัฒนา เพื่อรองรับนักเรียนที่ต้องการเรียนในโรงเรียนยอดนิยมเกินกว่าจำนวนที่จะรองรับได้ โดยตั้งเป้าลดจำนวนนักเรียนที่ล้นอยู่ให้เหลือเพียงห้องละ 50 คน จาก 55 คนคุณหญิงกษมากล่าวอีกว่า 3.เสนอให้กำหนดโควตาร้อยละ 10 ของจำนวนรับนักเรียนทั้งหมด ให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาได้ใช้ดุลพินิจรับนักเรียนที่อยู่นอกเงื่อนไขปกติจากที่สพฐ.กำหนด เพราะบางครั้งหลักเกณฑ์ที่ส่วนกลางกำหนด อาจไม่สามารถรองรับได้ในทางปฏิบัติ เช่น เด็กที่จำเป็นต้องย้ายภูมิลำเนาตามผู้ปกครองมาจากต่างจังหวัด เด็กที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บริการนานเป็น 10 ปี แต่ญาติไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน เป็นต้น ซึ่งหากให้คณะกรรมการสถานศึกษาได้ใช้ดุลพินิจ ก็จะพิจารณาได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งจะรับใครก็ได้ แต่ตนเชื่อว่าคณะกรรมการสถานศึกษาจะคำถึงถึงคนที่มีประโยชน์ต่อโรงเรียน แต่ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม เราก็ไปเน้นความเข้มข้นที่คณะกรรมการรับนักเรียนของสถานศึกษา โดยต้องมีตัวแทนนักกฎหมาย ผู้ปกครอง เข้าร่วมเป็นกรรมการ เป็นต้น
การเปิดโอกาสให้คณะกรรมการของสถานศึกษาได้ใช้ดุลพินิจร้อยละ 10 พิจารณารับนักเรียนนั้น ทำกันทั่วไปในโรงเรียนดังในประเทศที่พัฒนาแล้ว แม้แต่สิงคโปร์และมาเลเซีย และที่ผ่านมาการเพิ่มจำนวนนักเรียนต่อห้องจาก 40 คน เป็น 45 คน ก็เป็นดุลพินิจของโรงเรียนอยู่แล้ว แต่อาจทำอย่างไม่ถูกต้อง สพฐ.เพียงแค่เสนอให้ทำได้อย่างถูกต้อง คุณหญิงกษมา กล่าวและว่า อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ สพฐ.ยังต้องนำเสนอที่ประชุมร่วมระหว่าง สพฐ. ผู้ตรวจราชการ และผู้บริหารโรงเรียนยอดนิยม 326 แห่ง วันที่ 17 มิ.ย. นี้ ที่เมืองทองธานี พร้อมกันนี้จะทำหนังสือชี้แจงต่อรมว.ศึกษาธิการด้วย
ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้เปิดช่องให้โรงเรียนรับเด็กฝาก แต่เป็นการเปิดช่องให้โรงเรียนได้ใช้ดุลพินิจ และถ้าเราเชื่อในเรื่องการบริหาร โดยใช้สถานศึกษาเป็นฐาน หรือ SBM เราก็ต้องเชื่อในดุลพินิจของคณะกรรมการสถานศึกษาด้วย ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องมี SBM เลขาฯ กพฐ.กล่าว
หน้า 15
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
