เมื่อเวลา 14.40 น. วันที่ 5 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกับข้อเสนอระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายสื่อเพื่อการพัฒนาสังคม โดยสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอคือ 1.จัดทำระบบการจัดลำดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ โดยให้ประกอบด้วยระบบประเมินคุณภาพ เนื้อหา และระบบการจำแนกเนื้อหา ตามช่วงอายุ รวมถึงการกำหนดช่วงเวลาในการออกอากาศตามความเหมาะสมของรายการแต่ละประเภท 2.จัดทำกฎหมาย และนโยบายเพื่อรองรับระบบของการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ และทำการชี้แจงกับสถานีโทรทัศน์ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์รับผิดชอบผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า 3.พัฒนาโครงสร้าง และกลไกในการจัดทำ ระบบการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ ในกลุ่มภาคสังคม ซึ่งเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตามเฝ้าระวังประเมินผล และสะท้อนความคิดเห็นในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์ต่อสังคม และให้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และตัวแทนภาคประชาชน และ 4.สื่อสารความรู้ในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ พร้อมทั้งการณรงค์กระแสสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจถึงความจำเป็น ช่องทางของการมีส่วนร่วมในการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อ และการกระตุ้นให้เกิดการดำเนินการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อในภาคประชาชน โดยให้กระทรวงวัฒนธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ
คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่าครม.ได้เห็นชอบร่างข้อเสนอเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพเนื้อหารายการโทรทัศน์ตามที่วธ.เสนอ เนื่องจากเห็นว่าสื่อมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของมนุษย์ อาทิ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตและเกม ภาพยนตร์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัญหาวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้นกับพฤติกรรมเด็กและเยาวชนเบี่ยงเบนส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม มีสาเหตุมาจากการเลียนแบบจากสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ซึ่งจะเห็นได้จากผลสำรวจภาคสนาม เรื่องผลกระทบของสื่อโทรทัศน์ที่มีผลต่อเด็กและเยาวชนพบว่า เด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างรับชมโทรทัศน์มากที่สุดและเป็นกิจกรรมในครอบครัวที่ได้รับความนิยมสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 98 โดยระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ เด็กใช้เวลาชมโทรทัศน์เฉลี่ย 3.9 ชั่วโมงต่อวัน และเพิ่มเป็น 5.51 ชั่วโมงต่อวันในวันเสาร์และอาทิตย์ นอกจากนี้ยังพบอีกว่า รายการโทรทัศน์นำเสนอภาพไม่เหมาะสมทั้งเรื่องความรุนแรง ขว้างปาสิ่งของ ทำร้ายร่างกาย ใช้อาวุธและการใช้ภาษาที่หยาบคายมากขึ้นทุกวันมากกว่า 600 รายการ
ครม.จึงได้มีมติให้วธ.ทำการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อแต่ละประเภท(Rating) ภายใต้งบประมาณ 15 ล้านบาท ประกอบด้วย 2 ระบบคือ 1.การประเมินคุณภาพเนื้อหา พิจารณาเนื้อหาที่ส่งเสริมให้เกิดระบบวิธีคิด พัฒนาสมองและปัญญา ความรู้ และการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ตามทักษะชีวิต ความหลากหลายในสังคม และเนื้อหาส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และ 2.การจำแนกเนื้อหาตามช่วงอายุ พิจารณาเนื้อหาไม่เหมะสมกับเพศ ภาษา และพฤติกรรมอันนำไปสู่ความรุนแรง จำแนกเนื้อหาได้เป็น 5 ระดับ ระดับที่ 1 หมายถึงเนื้อหารายการที่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วง 3.5 ปี ใช้สัญลักษณ์ ป (ปฐมวัย) ระดับที่ 2 หมายถึง เนื้อหารายการที่เหมาะสมสำหรับเด็กในช่วงวัยเรียนในช่วงอายุ 6-12 ปี ใช้สัญลักษณ์ ด (เด็ก) ระดับที่ 3 หมายถึง เนื้อหารายการที่เหมาะสมสำหรับบุคคลในทุกช่วงอายุ ใช้สัญลักษณ์ ท (ทั่วไป) ระดับที่ 4 หมายถึง เนื้อหารายการที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มเยาวชน ช่วงอายุ 13-18 ปี และหากผู้ชมเป็นเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 ปี ต้องมีผู้ใหญ่ให้คำแนะนำในการชมรายการ ใช้สัญลักษณ์ น 13 และ น 18 (แนะนำโดยผู้ใหญ่) ระดับที่ 5 หมายถึง เนื้อหารายการที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น ช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป ใช้สัญลักษณ์ ฉ (ผู้ใหญ่) รมว.วัฒนธรรมกล่าว
คุณหญิงไขศรีกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ การจำแนกเนื้อหาทั้ง 5 ระดับจะนำไปสู่การจัดช่วงเวลาของการออกอากาศ เพื่อให้การออกอากาศมีความเหมาะสมสอดคล้องกับช่วงเวลาที่ผู้ชมแต่ละวัยจะได้ชมรายการ โดยเฉพาะระดับ น จำเป็นต้องมีการกำหนดช่วงเวลาในการออกอากาศ ไม่สามารถนำออกอากาศได้ก่อนเวลา 20.00 น. และกลุ่มเนื้อหาในระดับ ฉ ไม่สามารถนำออกอากาศได้ก่อนเวลา 22.00 น. โดยวธ.จะตั้งคณะกรรมการจัดเรตติ้ง ประกอบด้วยผู้เกี่ยวข้องด้านโทรทัศน์ ผู้ประกอบการ พ่อแม่ วธ. และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมกันประเมินคุณภาพเนื้อหาและประสานไปตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ให้ความร่วมมือจัดระดับตามที่ครม.เห็นชอบต่อไป
หน้า 14
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
