คอลัมน์ แฟ้มคดียังเป็นข้อถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา กับกรณีบริษัทประกันภัย ระงับการจ่ายสินไหมให้กับผู้ได้ผลประโยชน์จากการทำประกันถึง 2 รายซ้อน
วงเงินรวมกันถึง 30 ล้านบาท!!!
หนึ่งนั้นคือนายพิเชษฐ์ พรตันติพงศ์ อายุ 38 ปี เสี่ยเจ้าของหอพักในจ.ภูเก็ตที่ประสบอุบัติเหตุสับนิ้วหัวแม่มือซ้ายของตัวเองขาดกระเด็น
อีกหนึ่งคือนางศิริพร มหาวรรณกิจ ภรรยาของนายอัยการศึก มหาวรรณกิจ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต
จุดที่เหมือนกันก็คือบริษัทประกันภัยฯ พบข้อพิรุธเนื่องจากทั้ง 2 กรณีมีการทำประกันอุบัติเหตุมากผิดปกติ และทำในเวลาสั้นๆ ก่อนเกิดเหตุไม่นาน!??
นายพิเชษฐ์ ทำประกันไว้มากกว่า 30 บริษัท วงเงินรวมกันประมาณ 71 ล้านบาท เมื่อประสบอุบัติเหตุนิ้วขาดจึงได้รับเงินชดเชยมากถึง 16 ล้านบาท
ด้านนางศิริพร ก็ได้เงินชดเชยจำนวน 14 ล้านบาท จากการที่สามีทำกรมธรรม์ประกันภัยไว้ถึง 16 ฉบับ
และด้วยข้อน่าสงสัยนี้เองทำให้บริษัทประกันภัยฯ ระงับการจ่ายค่าสินไหมพร้อมทั้งเข้าแจ้งความกับตำรวจกองปราบปราม ให้สอบสวนเรื่องนี้เพราะสงสัยว่าจะถูกฉ้อโกง!??
ทั้ง 2 คดีนี้ดูเหมือนรายของนายพิเชษฐ์ ถูกตั้งข้อสงสัยมากกว่า
ส่วนรายนางศิริพร นั้นยืดเยื้อมานานหลายปีเพราะเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2547 โดยล่าสุดมีการรื้อคดีอุบัติเหตุขึ้นมาสอบสวนใหม่ และทำให้นางศิริพรตกเป็นผู้ต้องหา เป็นคดีฆาตกรรมอำพราง
เนื่องจากมีข้อสงสัยว่านายอัยการศึก อาจจะถูกทำให้เสียชีวิตโดยเจตนา มากกว่าจะตายเพราะอุบัติเหตุธรรมดา!??
คดีแรกที่กลายเป็นข่าวใหญ่ขึ้นมา เป็นรายของนายพิเชษฐ์ เมื่อตัวแทนบริษัทประกันภัยฯ หลายแห่งเข้าร้องทุกข์กับพ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ รักษาการผบก.ป. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ให้สอบสวนนายพิเชษฐ์ ผู้ทำประกันภัย และติดต่อขอรับค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุนิ้วหัวแม่มือซ้ายขาด
บริษัทประกันฯ ระบุว่าเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2549 นายพิเชษฐ์ทำเรื่องยื่นขอรับเงินชดเชยจากอุบัติเหตุนิ้วขาด โดยอ้างว่าเกิดเหตุขณะที่กำลังทำกับข้าว แล้วพลาดใช้มีดอีโต้สับนิ้วหัวแม่มือตัวเอง เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2549
แถมนิ้วก็กระเด็นตกลงไปในเตา ทำให้ไม่สามารถนำมาให้แพทย์ต่อกลับได้ดังเดิม ถือว่าเป็นการสูญเสียนิ้วแบบถาวร
นายพิเชษฐ์ จึงทำเรื่องขอรับค่าสินไหมจากบริษัทประกันภัย โดยมีบางแห่งจ่ายเงินชดเชยไปแล้ว แต่ก็มีบางแห่งโดยเฉพาะที่ต้องจ่ายค่าสินไหมจำนวนมากๆ ตรวจสอบข้อเท็จจริง
และจากการนี้เองก็พบพิรุธสำคัญคือนายพิเชษฐ์ ทำประกันภัยไว้มากถึง 61 กรมธรรม์ กว่า 30 บริษัท วงเงินรวมกัน 71,350,000 บาท
บริษัทประกันฯ ทั้งหมด จึงนัดประชุมและตรวจสอบหลักฐานหลายอย่าง ก่อนมีมติร่วมกัยว่าให้ระงับการจ่ายค่าสินไหม พร้อมเข้าร้องเรียนกองปราบปราม ให้สอบสวนเรื่องนี้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ตำรวจสอบสวนในทางลับนานหลายเดือน จนนำมาสู่การแจ้งความให้ดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงในท้ายที่สุด!!!
พร้อมกันนี้มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมาเรื่อยๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลลบกับเสี่ยหอพักใน จ.ภูเก็ต อย่างมาก
หลักฐานการยื่นขอสินไหมชดเชยจากการทำประกันภัยตั้งแต่ปี 2537 ถึงปี 2548 รวม 11 ปี พบวงเงินเพียง 2,000,000 บาท แต่ภายในปี 2549 เพียงปีเดียว นายพิเชษฐ์ทำกรมธรรม์ซึ่งมีวงเงินขอค่าสินไหมชดเชยสูงถึง 68,000,000 บาท เป็นข้อพิรุธที่ต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบด้วย
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ตัวแทนคณะทำงานสมาคมประกันวินาศภัย เข้าให้ข้อมูลกับตำรวจ
จากข้อมูลพบว่า นายพิเชษฐ์ระดมทำประกันอุบัติเหตุให้ตัวเองอย่างถี่ยิบ เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2549 ทำประกันภัย 9 กรมธรรม์, มีนาคม 2549 จำนวน 11 กรมธรรม์, พฤษภาคม 2549 จำนวน 10 กรมธรรม์, มิถุนายน 2549 จำนวน 2 กรมธรรม์, กรกฎาคม 2549 จำนวน 1 กรมธรรม์, สิงหาคม 2549 จำนวน 1 กรมธรรม์, กันยายน 2549 จำนวน 2 กรมธรรม์ และตุลาคม 49 จำนวน 1 กรมธรรม์
โดยเดือนตุลาคมนั้นเอง นายพิเชษฐ์ก็ประสบอุบัติเหตุสับนิ้วตัวเองขาดกระเด็น!??
และที่ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลว่า นายพิเชษฐ์อยู่ระหว่างถูกธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ฟ้องล้มละลายคดีที่ ล.13125/2549
ด้านนายพิเชษฐ์ เสี่ยหอพักจ.ภูเก็ตนั้น ตอนแรกปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยอ้างว่ามอบหมายให้ทนายไปจัดการแล้ว แต่หลังจากบริษัทประกันฯ เปิดข้อมูลที่ไม่เป็นผลดีกับตัวเองออกมาเรื่อยๆ จึงอดรนทนไม่ได้ต้องออกมาชี้แจง
ผมทำประกันชีวิตด้วยความบริสุทธิ์ใจ ส่วนบริษัทประกันภัยก็มีสิทธิ์จะสงสัยและต้องรักษาผลประโยชน์ของบริษัท สำหรับเรื่องหนี้สินหรือเรื่องคดีความฟ้องร้องนั้น คิดว่าไม่จำเป็นที่จะพูดถึงในประเด็นนี้ เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ความจริง
นายพิเชษฐ์กล่าว
ส่วนเรื่องถูกฟ้องล้มละลายนั้น เสี่ยหนุ่มเลี่ยงที่จะตอบโดยอ้างว่า ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ ไม่อยากพูดอะไรมาก โต้เถียงกันไปโต้เถียงกันมาประชาชนจะเข้าใจผิด ให้ศาลเป็นคนชี้ชัดเองดีกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ล่วงเข้าวันที่ 29 พฤษภาคม นายพิเชษฐ์ พร้อมทนายเดินทางเข้าพบตำรวจกองปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีฉ้อโกง โดยให้การปฏิเสธ
สาเหตุที่ทำประกันอุบัติเหตุเป็นจำนวนมาก เพราะก่อนหน้านี้ทำงานเป็นผู้จัดการหน่วยของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่งมีความรู้สึกที่ดี และเล็งเห็นความสำคัญของการทำประกันชีวิต เมื่อพบเจอเพื่อนฝูงหรือคนรู้จักก็จะแนะนำให้ทำประกันไว้เพื่อความมั่นคงของชีวิต
เสี่ยหอพักกล่าว และว่า การทำประกันของแต่ละคนนั้นมีเหตุผลต่างกัน ส่วนตัวแล้วมองค่าชีวิตไม่เหมือนคนอื่น จึงเลือกทำประกันในลักษณะนี้ เผื่อเกิดอุบัติเหตุหรือทุพพลภาพกับตัวเอง ส่วนกรมธรรม์ที่มีอยู่นั้นจำไม่ได้แน่นอนว่ามีจำนวนเท่าไหร่
ในขณะที่ตำรวจโดยพ.ต.อ.พงศ์พัฒน์ รักษาการผบก.ป. มองว่าเป็นคดีที่น่าสนใจและไม่ค่อยเกิดขึ้นมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาพฤติกรรมการฉ้อโกงบริษัทประกันภัย มักจะเป็นการวางแผนทำร้ายผู้อื่นจนถึงแก่ชีวิตมากกว่า
ถือว่าเป็นคดีสมัยใหม่ เพราะฉะนั้น คงต้องใช้ความรู้ในการสืบสวนสอบสวนแบบใหม่ และใช้วิทยาศาสตร์ประยุกต์เข้ามาคลี่คลายเรื่องนี้
ห้วงเวลาเดียวกันนี้เอง ก็เกิดเหตุคล้ายๆ กันขึ้นอีก จริงๆ แล้วเป็นเหตุที่เกิดก่อนคดีเสี่ยหอพักด้วยซ้ำ แต่เพิ่งจะกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เมื่อกองปราบปราม สรุปสำนวนเพื่อดำเนินคดีกับนางศิริพร มหาวรรณกิจ อายุ 31 ปี ภรรยาของนายอัยการศึก มหาวรรณกิจ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนเมื่อปี 2547
ที่เป็นเรื่องเพราะนายอัยการศึก มีชื่อทำประกันอุบัติเหตุมากถึง 16 กรมธรรม์ เมื่อเสียชีวิตทำให้มีผู้รับผลประโยชน์รวมกันถึง 14 ล้านบาท!??
ซึ่งผู้รับผลประโยชน์มี 2 คน คือ นางศิริพร กับลูกสาวอายุ 8 ขวบ
ที่คล้ายกับคดีเสี่ยหอพักก็คือ นายอัยการศึก ทำประกันไว้จำนวนมากก่อนที่ตัวเองจะเสียชีวิตไม่นาน!??
ยิ่งน่าสงสัยมากขึ้นเมื่อเช็กประวัติแล้วพบว่าไม่ได้เป็นคนร่ำรวย หรือมีกิจการอะไรมากมาย อาชีพหลักคือช่วยญาติขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ที่จ.นครนายก ส่วนนางศิริพร เป็นเพียงสาวโรงงาน
แม้เบี้ยประกันอุบัติเหตุจะไม่สูงนักแต่หากรวมกัน 16 กรมธรรม์ การส่งเบี้ยประกันแต่ละเดือนถือว่าเป็นเงินไม่น้อยเช่นกัน
บริษัทประกันจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมฐานะอย่างนายอัยการศึก จึงต้องทำประกันอุบัติเหตุไว้มากมายขนาดนั้น!??
ไม่เพียงเท่านั้น มีข้อมูลจากบริษัทประกันว่านายอัยการศึก เคยขอทำประกันชีวิตด้วย แต่บริษัทไม่รับเพราะเห็นว่ารายได้น้อยเกินไป เกรงว่าจะส่งเบี้ยประกันไม่ไหว
นอกจากนี้ มีรายงานว่าลายเซ็นในกรมธรรม์ทั้ง 16 ฉบับ มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่มีพิรุธว่าอาจจะไม่ใช่นายอัยการศึกเซ็นชื่อเอง!??
ซึ่งกองปราบฯ ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อน่าสงสัยจริงๆ เพราะจำนวน 16 กรมธรรม์ เชื่อว่ามีลายเซ็นของนายอัยการศึก เพียง 2 ฉบับเท่านั้น ที่เหลือน่าจะเป็นลายมือของผู้อื่น จึงตัดสินใจตั้งข้อหากับนางศิริพร
ในส่วนของคดีนั้นจากหลักฐานของตำรวจสภ.อ.เมืองนครนายก พบว่าเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ขณะนายอัยการศึก ขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน บนถนนสายหมู่ 3 ต.สระกระโจม อ.เมือง จ.นครนายก ถูกนายสุชาติ ธรรมนิตย์ อายุ 56 ปี ขับรถปิกอัพชนและลากร่างนายอัยการศึกไปกับพื้นถนนเสียชีวิตคาที่
คดีนี้จบลงที่นายสุชาติ ชดใช้เงินจำนวน 2 แสนบาทให้ครอบครัวนายอัยการศึก โดยศาลปราณี โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ก่อน
อย่างไรก็ตาม หลังบริษัทประกันฯ ร้องทุกข์เรื่องนี้ ตำรวจนครนายกก็ได้รื้อคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนอีกครั้งว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่!??
ดิฉันมีหลักฐานหลายอย่างที่พร้อมจะพิสูจน์ความจริง เช่น ใบชันสูตรพลิกศพของแพทย์ คำพิพากษาของศาลในคดีอุบัติเหตุ อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาระบุว่าดิฉันเป็นผู้รับผลประโยชน์นั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะที่จริงแล้วชื่อผู้รับผลประโยชน์ก็คือลูกสาว
นางศิริพร ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมสามีเพื่อหวังเงินประกันฯ กล่าว
นางศิริพร ระบุว่า ตอนนี้ได้เงินสินไหมมาแล้ว 3 บริษัท รวมกับเงินชดเชยที่ได้จากนายสุชาติ ผู้ขับรถกระบะชนสามี จำนวนเงินล้านบาทเศษๆ
โดยเงินจำนวนนี้นำไปซื้อสลากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ให้ลูกสาวจำนวน 5 แสนบาท ที่เหลือฝากเข้าบัญชีธนาคาร
นางศิริพรยืนยันว่าไม่ทราบมาก่อนว่าสามีไปทำประกันอุบัติเหตุไว้ถึงกว่า 10 บริษัท วงเงินนับสิบล้านบาท เพราะเท่าที่ทราบมีเพียง 3 แห่งเท่านั้น คือบริษัทคือเอไอเอ, ไทยประกัน และที่ธนาคารออมสิน
หญิงสาวยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ และไม่เคยมีปัญหาชู้สาวอย่างที่ถูกตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด รวมถึงนายสุชาติ คนขับรถชนสามีเสียชีวิตก็ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพิ่งจะได้คุยกันช่วงที่ขึ้นศาล และหลังจากจบคดีก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
พร้อมกันนี้นางศิริพร กล่าวว่า จะเดินหน้าสู้คดีจนถึงที่สุด
ด้านนายสุชาติ ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ขายรถทิ้งและซื้อรถคันใหม่ ก็ยืนยันว่าวันเกิดเหตุเป็นอุบัติเหตุ และคดีก็สิ้นสุดไปแล้ว เมื่อมีข่าวอื้อฉาวขึ้นมารู้สึกทุกข์ร้อนใจมาก
เรื่องคดีชู้สาวยืนยันไม่มีแน่นอน ส่วนจะเป็นรับจ้างวานชนนายอัยการศึก ก็ไม่เป็นความจริง ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุจริงๆ
ทั้ง 2 คดีดังกล่าวคงต้องมีการพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ ดูแนวโน้มแล้วน่าจะไม่จบง่ายๆ เพราะมีวงเงินเดิมพันที่สูงเกินไป!??
เพราะทั้ง 2 คดีหากฝ่ายเสี่ยหอพัก และนางศิริพร ชนะ จะได้รับค่าสินไหมรวมกันถึง 30 ล้านบาท!??
งานนี้สู้กันสุดฤทธิ์สุดเดชแน่
แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าทั้ง 2 คดีจะจบลงแบบใด คงเป็นบทเรียนที่บอกได้ว่าอะไรที่มากเกินไปยังไงก็ไม่ดี
แม้แต่การทำประกัน!??
หน้า 2
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
