ม็อบพีทีวี ล่าชื่อล้ม ร่างรธน.ถล่มรัฐบาล- แกนนำม็อบพีทีวี ยังเดินหน้าจัดเวทีปราศรัยโจมตีรัฐบาลและคมช.อย่างต่อเนื่อง โดยมีประชาชนสนใจเข้าร่วมรับฟังประมาณ 1 พันคน ที่ท้องสนามหลวง เมื่อเย็นวันที่ 6 พ.ค.
เอแบคเผยผลโพลเรียกร้องแม้ว ยุติความเคลื่อนไหว ร้อยละ 53.5 ต้องการให้นายกฯ -ครม.ปรับการทำงาน มาร์คเสนอ 4 ข้อปฏิบัตินายกฯหารือ 44 พรรคการเมือง ชวนทุกพรรคแสดงจุดยืนร่วมเสนอแก้รธน. เพื่อให้เกิดพลัง ให้รัฐบาลแสดงจุดยืนหากร่างแรกถูกคว่ำ จี้บิ๊กแอ้ดเปิดใจเหตุไม่ปลดล็อกพรรคการเมืองจากประกาศคปค. สิทธิชัยร่วมก๊วนกอล์ฟบิ๊กบัง-คมช. ปัดไม่มีเรื่องงาน วอร์รูมรัฐบาลแถลงโต้มะกัน ต่อจิ๊กซอว์ยากจะเชื่อทักษิณไม่เอี่ยวลดเกรดประเทศไทย แม้วประกาศเลิกจ้างอีเดลแมนแล้ว นพดลเผย 9 พ.ค.พจมานเข้าให้การคตส. ม็อบพีทีวีตั้งโต๊ะล่าชื่อล้มรธน.-กดดันป๋าลาออก วีระขอม็อบพีทีวีชุมนุมใหญ่ 31 พ.ค. หลังตัดสินคดียุบพรรค 30 พ.ค. เชื่อเรียกคนเต็มสนามหลวง
โพลชี้แม้วควรยุติความเคลื่อนไหว
วันที่ 6 พ.ค. ศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบคโพลล์) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 2,979 ตัวอย่าง หัวข้อ ปฏิกิริยาความรู้ของประชาชนต่อข่าวการเมืองและคดียุบพรรคใหญ่ พบว่าคนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 73.6 ระบุว่า เบื่อข่าวการเมือง อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 59.3 บอกว่าจะไม่เปลี่ยนช่องโทรทัศน์หากมีข่าวการเมือง ขณะที่ร้อยละ 32.3 ระบุว่าจะเปลี่ยนช่องไปดูรายการอื่นๆ โดยเฉพาะละคร
กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 51.5 เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ควรยุติความเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่ร้อยละ 14.7 เห็นว่าไม่ควรยุติ โดยให้เหตุผลว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีความสามารถในการบริหารประเทศ/ เชื่อว่าไม่มีความผิด/ อยากให้พิสูจน์ความจริงตามข้อกล่าวหา ร้อยละ 33.8 ไม่มีความเห็น
เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณควรกลับประเทศในเวลานี้หรือไม่ พบว่า 1 ใน 4 หรือร้อยละ 24.2 ระบุว่าไม่ควรกลับมาอีกเลย เพราะบ้านเมืองยังไม่สงบ/ กลัวสร้างความแตกแยกวุ่นวาย รองลงมาร้อยละ 22.7 ระบุว่า ควรรออีกสักระยะ อาทิ รออีก 2 ปี ไว้ให้เลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อน ขณะที่ร้อยละ 15.8 เห็นว่าควรกลับทันที เพราะต้องมาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง/ กลับมาพัฒนาเศรษฐกิจ/ กลับมาช่วยคนยากจน ร้อยละ 37.3 ไม่มีความเห็น
ให้นายกฯ-ครม.ปรับการทำงาน
ถามถึงความคิดเห็นในการยุบพรรคไทยรักไทย พบว่าสมาชิกพรรคไทยรักไทยมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 58.4 ระบุว่า หากมีการยุบพรรคไทยรักไทยก็จะเลือกคนที่สืบทอดแนวนโยบายและวิธีการทำงานของแกนนำพรรคไทยรักไทยเข้ามาอีก เช่นเดียวกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 54.5 ระบุเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างครึ่งหนึ่งเห็นพ้องต้องกันว่าจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย หากมีการยุบพรรคไทยรักไทยและพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อถามถึงเหตุการณ์รุนแรงถึงขั้นนองเลือดที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนพ.ค.นี้ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 43.6 ระบุไม่แน่ใจ ขณะที่ร้อยละ 42.5 ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น มีเพียงร้อยละ 13.9 เท่านั้นที่คิดว่าจะเกิดขึ้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 เห็นด้วยที่ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง จะมีการเตรียมความพร้อมรับมือความวุ่นวายในช่วงเดือนพ.ค.นี้
สอบถามถึงความต้องการของประชาชนต่อสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ร้อยละ 92.4 อยากเห็นสังคมไทยที่สงบสุข ความรักความสามัคคีของคนในชาติ รองลงมาเป็นเรื่องของการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ร้อยละ 53.5 ต้องการให้ปรับการทำงานของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ร้อยละ 51.0 ต้องการให้ข้าราชการปรับปรุงวิธีการทำงานแก้ปัญหาประชาชนใหม่ ร้อยละ 29.7 ต้องการให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 21.8 ต้องการอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่นชอบกลับคืนมา
ครป.เรียกร้องส.ส.ร.หยุดพิทักษ์รธน.
เวลา 14.00 น. ที่ทำการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการครป. กล่าวถึงการหารือระหว่างนายกฯ กับหัวหน้าพรรคการเมืองในวันที่ 8 พ.ค.ว่า การหารือต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง ไม่ใช่กลายเป็นเวทีต่อรองหรือยื่นหมูยื่นแมวจนไม่สนใจหลักการและทิศทางสำคัญของการปฏิรูปการเมือง ครป.ขอตำหนิความคับแคบของทุกพรรคการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนี้ให้ความสำคัญเฉพาะประเด็นที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย โดยไม่สนใจภาพรวมโดยเฉพาะการเมืองภาคประชาชนที่ควรมีบทบาทมากขึ้นในรัฐธรรมนูญ
เลขาธิการครป. กล่าวว่า ครป.ขอเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างฯ และส.ส.ร.หยุดทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง เพราะที่ผ่านมากรรมาธิการเน้นการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่ให้ความสำคัญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม และไม่ควรมัดมือชกประชาชน ด้วยการข่มขู่ว่าถ้าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเกิดเหตุการณ์นองเลือดหรือได้รับรัฐธรรมนูญฉบับคมช.แทน
มาร์คชี้ถก 44 พรรคหาข้อสรุปยาก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนบทความในเว็บไซต์ www.abhisit.org ถึงกรณีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทั้ง 44 พรรคเข้าร่วมหารือเกี่ยวกับประเด็นร่างรัฐธรรมนูญที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ตนอยากให้บ้านเมืองได้ประโยชน์จากการพบปะครั้งนี้อย่างแท้จริง เพราะการประชุมที่ประกอบไปด้วยคน 30-40 คน จากแต่ละพรรคการเมืองในเวลา 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะหากจะถกกันเป็นเรื่องเป็นราวเกี่ยวกับเรื่องใหญ่อย่างรัฐธรรมนูญที่มีถึง 299 มาตรา คงจะหาข้อสรุปใดๆ ได้ยาก แต่ก็ถือเป็นความใจกว้างและความตั้งใจดีของนายกรัฐมนตรี ที่จัดให้มีเวทีดังกล่าว
นายอภิสิทธิกล่าวว่า พรรคการเมืองเป็นกลุ่มบุคคลเดียวที่ถูกกีดกันออกจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่าลักษณะต้องห้ามข้อเดียวที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวสำหรับการเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือการเป็นหรือเคยเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ในระยะเวลา 2 ปี นอกจากนี้การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้นจะต้องรับฟังจาก 12 องค์กร แต่ไม่รวมพรรคการเมือง
เชิญทุกพรรคผนึกกำลังแก้ประเด็นปัญหา
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้ คือ 1.นายกฯ ควรเชิญผู้แทนจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะเป็นผู้ที่มีอำนาจพิจารณาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ และจากนี้ไปคือการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้จะมีผลไปสู่การแก้ไขจริงๆ มิฉะนั้นแล้วบรรดาความเห็นทั้งหลายก็จะถูกรวบรวมอยู่ที่นายกฯ ขณะที่ ครม.เป็นเพียงหนึ่งใน 12 องค์กรที่จะต้องทำความเห็นไปยังสภาร่างรัฐธรรมนูญและคงจะเป็นความคิดเห็นของคณะรัฐมนตรีเองด้วย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า 2.ตนอยากจะเชิญชวนทุกพรรคการเมืองเสนอความคิดเห็นในลักษณะของการมีจุดยืนร่วมกัน โดยผนึกกำลังกันแก้ปัญหาเฉพาะประเด็นความไม่เป็นประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เช่น ปัญหามาตรา 68 วรรค 2 ที่จะมีคณะบุคคลมาประชุมกันในภาวะวิกฤตหรือปัญหาวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากปวงชน แต่มีอำนาจถอดถอนบุคคลต่างๆ เป็นต้น คิดว่าการทำเช่นนี้จะทำให้การประชุมของพรรคการเมืองครั้งนี้เป็นการสะท้อนพลังประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
จี้นายกฯเปิดใจเหตุไม่ยกเลิกประกาศคปค.
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า 3.ปัญหาจุดยืนของรัฐบาลต่อรัฐธรรมนูญ หากนายกฯ ต้องการรับทราบจุดยืนของพรรคการเมืองต่อรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองก็ต้องการทราบจุดยืนของรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือการทำประชามติ รัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะต้องเป็นผู้เลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาแก้ไขและประกาศใช้ ตนถือว่าเป็นสิทธิของประชาชนที่จะได้รับรู้จุดยืนของรัฐบาล ดังนั้นหากนายกฯ จะใช้โอกาสนี้เริ่มต้นกระบวนการทำความกระจ่างให้ประชาชนผ่านพรรคการเมืองก็จะทำให้การพบปะครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า 4.ปัญหาบทบาทของพรรคการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน การประชุมครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 15 และ 27 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจการใดๆ ทางการเมือง โดยคำสั่งดังกล่าวให้อำนาจ ครม.สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกได้ ดังนั้นอยากให้นายกฯ เปิดใจกับพรรคการเมืองต่างๆ ในวันอังคารนี้ว่าสิ่งที่เกรงกลัวว่าพรรคการเมืองจะไปดำเนินการคืออะไร จึงทำให้แม้แต่การปรับปรุงคำสั่ง เช่น ห้ามเฉพาะบางกิจกรรมของพรรคการเมืองกระทำไม่ได้
เตรียมเสนอข้อดี-ด้อยร่างแรก
ผมเชื่อว่าพรรคการเมืองเกือบทั้งหมดต้องการทำกิจกรรม ขณะเดียวกันก็ต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข เราพร้อมที่จะช่วยเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง โดยการให้ความร่วมมือทำกิจกรรมในขอบเขตและร่วมประณาม ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาดกับพรรคการเมืองที่มีแนวทางเป็นอย่างอื่น เพราะบ้านเมืองในขณะนี้ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะประคับประคองให้ผ่านภาวะวิกฤตต่างๆ ไปได้ ดังนั้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งมีค่า แต่การมีส่วนร่วมจะก่อให้เกิดคุณค่าอย่างแท้จริงได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจัดการและความจริงใจของผู้เกี่ยวข้องในการมีส่วนร่วม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจแถลงว่า วันที่ 8 พ.ค.นี้ นายอภิสิทธิ์ จะรวบรวมข้อเด่นข้อด้อยของรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสนอต่อพล.อ.สุรยุทธ์ ซึ่งได้เรียกประชุมทุกพรรคการเมือง เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป ในส่วนของข้อเด่น คือ 1.เปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนสามารถเสนอร่างกฎหมายถอดถอนรวบรวมรายชื่อเพียง 20,000 รายชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้จากเดิม 50,000 ชื่อ และสามารถฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตนเอง รวมถึงประชาชนมีสิทธิลงประชามติในสิ่งที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น
แจงยิบรายมาตรา6ข้อดี4ข้อด้อย
นายองอาจกล่าวว่า 2.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองโดยห้ามส.ส.และส.ว.ดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจและห้ามเข้ารับสัมปทานจากรัฐ 3.ห้ามไม่ให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ห้ามเป็นเจ้าของกิจการและห้ามถือหุ้นในสื่อสารมวลชน 4.มีการตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้น โดยให้ส.ส.และส.ว.แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อสาธารณชนภายหลังการดำรงตำแหน่ง 5.รับฟังความเห็นของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการทำสนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม หากจะทำสัญญาต้องถามความคิดเห็นของประชาชน และ 6.ขจัดการผูกขาดอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจากหน่วยงานของรัฐ
นายองอาจกล่าวว่า ความเห็นของพรรคในมาตราที่ต้องยกเลิกและปรับปรุง เพราะอาจมีผลกระทบต่อการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ 1.มาตรา 68 ระบุคณะบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่เพื่อแก้วิกฤตทางการเมือง บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มาจากการเลือกสรรจากประชาชน ไม่มีความโยงใยจากประชาชน และเหตุการณ์ใดๆ ย่อมมีทางออกและมีแนวทางแก้ไขในระบอบประชาธิปไตย หากบุคคลเหล่านี้เข้ามาในช่วงวิกฤตจะมีปัญหาในทางปฏิบัติมากกว่าเพราะขาดความชอบธรรมในการใช้อำนาจ อีกทั้งมาตราดังกล่าวจะเป็นกลไกที่นำไปสู่การสืบทอดอำนาจ
เลิกประกาศคปค.ให้นักการเมืองช่วยตีปี๊บ
นายองอาจกล่าวว่า 2.มาตรา 261-265 ในส่วนที่มาของวุฒิสภาที่ระบุให้ส.ว.มาจากการสรรหาและส.ว.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ไม่มีความชอบธรรม ไม่ยึดโยงกับอำนาจประชาธิปไตยทั้งที่จริงส.ว.ที่มาจากการสรรหาน่าจะมีหน้าที่กลั่นกรองและเห็นชอบของกฎหมายเท่านั้น รวมถึงมีอำนาจในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่น่ามีอำนาจในการถอดถอน 3.บทเฉพาะกาลในส่วนขององค์กรอิสระ ชุดที่มาจากรัฐประหารไม่ควรอยู่ตำแหน่งจนครบวาระ เพราะถือว่ารับการแต่งตั้งมาจากการรัฐประหารและองค์กรอิสระเหล่านี้ในอนาคตจะต้องเข้ามามีบทบาทตามมาตรา 68 ด้วย 4.ไม่ควรมีบทนิรโทษกรรม ยกเว้นการทำหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ควรออกมาเป็นพ.ร.บ.ไม่ควรใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ
นายองอาจกล่าวว่า ข้อด้อยเหล่านี้นายอภิสิทธิ์จะได้นำเสนอในที่ประชุมร่วมกับนายกฯ ที่จะได้มีการแก้ไข นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังมีจุดยืนที่แน่วแน่ในระบอบประชาธิปไตย ควรให้พรรคการเมืองซึ่งถือว่ามีความใกล้ชิดและสัมผัสกับประชาชนโดยตรงได้เข้าไปพูดคุยหรือสอบถามประชาชน เพราะขณะนี้เท่าที่รับทราบประชาชนยังไม่พอใจในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเท่าที่ควร ดังนั้น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรเป็นผู้ประสานกับรัฐบาลและคมช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักการเมืองได้ไปพูดคุยและรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน เพราะที่ผ่านมาเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมืองก็ไม่ได้เกี่ยวกับนักการเมืองและพรรคการเมือง แต่จะเป็นผลดีมากกับประเทศและรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหากมียกเลิกประกาศคปค. ฉบับที่ 15 และ 27
มั่นใจสุรยุทธ์รับไปแก้ไข
ผู้สื่อข่าวถามว่า มาตรา 68 ที่กรรมาธิการยกร่างระบุว่า การระบุองค์กรแก้วิกฤตเพื่อไม่ให้เคืองเบื้องยุคลบาท หากเกิดวิกฤตในประเทศอย่างที่ผ่านมา นายองอาจกล่าวว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯต้องมีเหตุผลต่อประชาชนมากกว่านี้ พรรคประชาธิปัตย์ยังเชื่อว่าในระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญยังมีช่องทางที่จะสามารถแก้วิกฤตของประเทศได้ ไม่จำเป็นต้องระบุมาตราดังกล่าวไว้เพื่อให้เกิดปัญหามากเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นส.ส.ร.ต้องรับฟังฝ่ายการเมืองที่เห็นปัญหาเหมือนกันและเชื่อว่าน่าจะมีการปรับปรุงแก้ไข
เมื่อถามต่อว่าส่วนข้อเสนอของพรรคการเมืองที่จะเสนอต่อรัฐบาลนั้นมั่นใจเพียงใดว่ารัฐบาลจะนำไปเสนอ เพื่อแก้ไข นายองอาจกล่าวว่า มั่นใจว่าพล.อ.สุรยุทธ์ จะรับฟังข้อคิดเห็นของพรรคการเมืองเพื่อนำไปแก้ไขและปรับปรุง เพราะรัฐบาลเป็น 1 ใน 12 องค์กรที่มีหน้าที่รับฟังความคิดเห็นและนำเสนอต่อส.ส.ร.เพื่อให้มีการแก้ไขต่อไป
นายองอาจกล่าวถึงความเห็นต่อกรณีไทยถูกสหรัฐอเมริกาลดอันดับเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษในด้านการคุ้มครองลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา ว่า พรรคมีความเห็น 3 ประการ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับท่าทีสหรัฐที่พยายามกดดันไทยในเรื่องนี้ และเชื่อว่ามีวาระซ่อนเร้นเป็นความพยายามกดดันที่ไม่ปกติในเรื่องการทำการค้าโดยทั่วไป 2.เรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อตกลงพันธสัญญาขององค์การการค้าโลกอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา และ 3.รัฐบาลควรใช้วิธีการเจรจาต่อรองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักต่อไป ซึ่งเชื่อว่าจะนำมาสู่การคลี่คลายปัญหา
หนุนรัฐบาลตอบโต้มะกันลดเกรดไทย
นายองอาจกล่าวถึงการที่นายเคน อีเดลแมน กรรมการบริหารองค์กรยูเอสเอฟอร์อินโนเวชั่นและที่ปรึกษาบริษัทอีเดลแมน ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ว่าจ้างทำประชาสัมพันธ์ ระบุการประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) จะกระทบต่อการลงทุนในไทยเกือบ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐว่า ไม่น่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะบริษัทเอกชนหรือธุรกิจชั้นนำของสหรัฐมีอิสระในการตัดสินใจที่จะลงทุนหรือไม่ลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้อยู่ใต้อาณัฐของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่จะพิจารณาจากผลประกอบการและแนวโน้มทางธุรกิจมากกว่าเรื่องอื่น ส่วนที่นายอีเดลแมนอ้างว่าไทยทุ่มงบให้กับกระทรวงกลาโหมมากกว่ากระทรวงสาธารณสุข เป็นเพียงเหตุผลที่ต้องการทำลายน้ำหนักของไทย เชื่อว่าต่อจากนี้ไปไทยจะถูกกดดันเป็นระยะเพื่อให้การเจรจาของไทยลำบากมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับสิ่งที่จะตามมา
ส่วนการดำเนินการกับองค์กรเอกชนที่มีลักษณะแอบแฝง มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองที่พยายามสร้างผลกระทบต่อประเทศและประชาชนไทยในสายตาของนานาชาติ โดยไม่ได้ทำหน้าที่ตามจุดมุ่งหมายขององค์กรเท่านั้น ทางรัฐบาลจะต้องมีมาตรการตอบโต้ พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
รมต.สิทธิชัยตีกอล์ฟร่วมคมช.
เวลา 08.00 น. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.และประธานคมช. พร้อมด้วยสมาชิกคมช. ประกอบด้วยพล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผบ.ทอ. และรองประธานคมช. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. และสมาชิกคมช. พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการคมช. และพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการคมช. ร่วมก๊วนออกรอบกับนายสิทธิชัย โภไคยอุดม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่สนามกอล์ฟเพรสซิเดนซ์คลับ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงไอซีที
นายสิทธิชัยกล่าวว่า การตีกอล์ฟวันนี้เนื่องจากเป็นวันหยุด มาออกแรงบ้างไม่ได้หรือ ได้นัดหมายมาก่อนล่วงหน้าซึ่งตนรับเป็นเจ้าภาพ เมื่อถามว่าประธาน คมช.ได้หารือระหว่างออกรอบหรือไม่ นายสิทธิชัยกล่าวว่า ไม่มีการหารือเรื่องงานออกแรงอย่างเดียว เมื่อถามว่านัดเฉพาะ คมช.มีรัฐมนตรีคนอื่นมาร่วมด้วยหรือไม่ นายสิทธิชัยกล่าวว่า ยังไม่ได้นัด นัดเฉพาะคมช. เพราะรัฐมนตรีงานเยอะ เมื่อถามว่ารู้สึกแปลกๆ ที่มีเฉพาะคมช. นายสิทธิชัยกล่าวว่า แปลกอะไร เมื่อถามว่ามีการหารือเรื่องดาวเทียมหรือไม่ นายสิทธิชัยกล่าวว่า สาบานได้ว่าไม่มีการคุยเรื่องงานเลย
บิ๊กบังโต้สหรัฐกล่าวหาไทยเมินคนจน
พล.อ.สนธิให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลจะเชิญพรรคการเมืองร่วมหารือในร่างรัฐธรรมนูญว่า ในส่วนของกองทัพเพิ่งมีการสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ส่วนผลที่ออกมาเป็นอย่างไรคงต้องหารือกันอีกครั้ง
เมื่อถามว่า คมช.เห็นด้วยที่ให้ยกเลิกมาตรา 68 วรรค 2 เกี่ยวกับการให้ประธานองค์กรต่างๆ มาประชุมแก้วิกฤตชาติ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ผู้ร่วมสัมมนาของกองทัพวิเคราะห์กันและคิดอย่างนั้น คงต้องดูภาพรวมอีกครั้ง ขณะนี้ยังไม่มีการหารือกัน อย่างไรก็ตาม คมช.มีหน้าที่เหมือนนำข้อมูลส่งให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อไป พล.อ.สนธิกล่าวถึงกรณีบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐระบุรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับงบประมาณกองทัพมากกว่างบด้านสาธารณสุขที่เป็นของคนยากจน ว่า ไม่หรอก เป็นคนละเรื่อง ต้องถามว่าเขารักกองทัพหรือไม่
เวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ในประเทศ ในคณะกรรมการประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤตและประชาสัมพันธ์เชิงรุก (วอร์รูม) พร้อมด้วยน.พ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม ร่วมแถลงข่าวกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ปรับเปลี่ยนสถานะของไทยจากประเทศที่ต้องจับตาเป็นประเทศที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Priority Watch List) โดยอ้างถึงความกังวลเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะกรณีรัฐบาลประกาศบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) โดยการแถลงข่าวได้มีการนำหนังสือ กระชากหน้ากากธุรกิจยาข้ามชาติ และ ข้อมูลความจริง 10 ประเด็นร้อน การใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาที่มีสิทธิบัตร 3 รายการในประเทศไทย มาแจกจ่ายให้สื่อมวลชนด้วย
เผยพิรุธอีเดลแมนเจาะข้อมูลงบไทย
น.พ.วิชัยกล่าวว่า ยืนยันว่าการที่ผู้แทนการค้าสหรัฐกล่าวหาว่าไทยละเมิดสิทธิบัตรยานั้นเป็นคำกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยถูกบีบบังคับให้แก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรยาก่อนที่องค์การการค้าโลก (WTO) จะกำหนด 8 ปี ทำให้ไทยต้องซื้อยาในราคาแพง ขณะที่การพัฒนาอุตสาหกรรมยาภายในประเทศก็ถูกบ่อนทำลาย เนื่องจากต้องรอให้ยาใกล้หมดอายุสิทธิบัตรก่อนจึงสามารถพัฒนายาสามัญขึ้นในประเทศได้ สำหรับกลไกในการควบคุมราคายาที่มีอยู่ในพ.ร.บ.สิทธิบัตรยาปี 2535 ก็ถูกตัดออกไปเมื่อปี 2542 จึงต้องใช้ช่องทางกฎหมายที่มีอยู่ซึ่งถูกต้องตามหลักสากล สิ่งที่ไทยทำถือว่าไม่ได้เป็นการละเมิดแต่เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมตามกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องตามหลักเกณฑ์สากลทุกประการ
น.พ.วิชัยกล่าวว่า ธุรกิจยาในสหรัฐเป็นธุรกิจที่แปลกกว่าธุรกิจอื่นๆ เพราะเป็นการผูกขาดเรื่องสิทธิบัตรยา เมื่อไทยประกาศสิทธิเหนือสิทธิบัตรยากระทบต่อผลประโยชน์ของบริษัทยาในสหรัฐ เพราะกลัวว่าประเทศอื่นๆ จะทำอย่างไทย การเดินทางไปสหรัฐของตนครั้งนี้ต้องการทำให้เราสามารถซื้อยาในราคาถูกได้ ส่วนกรณีที่นายเคน อีเดลแมน กรรมการบริหารองค์กรยูเอสเอ ฟอร์ อินโนเวชั่น และที่ปรึกษาบริษัท อีเดลแมน ซึ่งเป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ที่พ.ต.ท.ทักษิณว่าจ้าง ระบุว่าไทยไม่สนับสนุนงบประมาณด้านการสาธารณสุข แต่กลับไปจัดสรรงบประมาณสนับสนุนในด้านกลาโหมก็ไม่เป็นความจริง เพราะปัจจุบันงบของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เพิ่มเป็นหัวละ 1,899 บาทต่อปี จากเดิม 1,659 บาทต่อปี ถือเป็นการเพิ่มแบบก้าวกระโดด ดังนั้นสิ่งที่นายเคนกล่าวหาว่าไทยนำงบไปใช้เฉพาะด้านการทหารจึงไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไร
ด้านนายอรัญ วงศ์อนันต์ ผอ.ศูนย์ประชาสัมพันธ์ภายในประเทศ (ศปชท.) กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทอีเดลแมนเข้าใจการจัดทำงบประมาณของไทยได้อย่างไร เพราะการจัดทำงบประมาณเป็นเรื่องภายในของไทย ดังนั้นบริษัทที่รับทำประชาสัมพันธ์ก็ไม่มีทางเข้าใจเรื่องเหล่านี้ จึงขอให้ช่วยพิจารณาในกรณีนี้ด้วย
ต่อจิ๊กซอว์พบทักษิณเอี่ยว
เมื่อถามว่าสรุปว่าพ.ต.ท.ทักษิณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ใช่หรือไม่ นายประสารกล่าวว่า เป็นความบังเอิญอย่างยากที่จะเชื่อได้ว่าการขอร้องให้ยูเอสทีอาร์ ประกาศให้ไทยเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษของนายเคน กับการที่นายเคน เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของบริษัทอีเดลแมน เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการของใครบางคน
นายอรัญกล่าวว่า นอกจากนี้ นายเคนได้สร้างผลงานให้กับนายจ้าง 2 กลุ่มด้วยกันคือ บริษัทแอบบอต ลาบอราทอรี่ ซึ่งเป็นบริษัทยาในสหรัฐที่ต้องสูญเสียผลประโยชน์จากการประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (ซีแอล) และจากคนไทยใจบาปบางคนที่จ้างบริษัทที่นายเคนเป็นที่ปรึกษาอาวุโสทำงานให้เพื่อหวังผลบางอย่าง จึงอยากฝากบอกไปถึงใครบางคนที่ประกาศไปทั่วว่าหยุดเคลื่อนไหวทำลายประเทศแล้ว และอยากทำประโยชน์ให้ประเทศชาตินั้น เรื่องนี้จะเป็นบทพิสูจน์ว่าคำประกาศกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากการกลับดำเป็นขาวของนายเคนเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่
แสดงให้เห็นว่าการที่พ.ต.ท.ทักษิณ มีความโยงใยค่อนข้างจะแจ่มชัด และตรงกับข้อมูลที่คุณกอปรศักดิ์ สภาวสุ ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผย วันนี้เราคงไม่ต้องฟันธงแต่ให้ตั้งข้อสังเกตถึงความโยงใยที่เกิดขึ้น จิ๊กซอว์สามารถต่อได้ นายประสารกล่าว
แม้วเลิกจ้างอีเดลแมน
ที่โรงแรมเซ็นทรัลโซฟิเทล นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวชินวัตร กล่าวถึงการกล่าวหาอดีตนายกฯทักษิณ ว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์โจมตีประเทศไทยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ว่าจ้างบริษัทอีเดลแมนจริง เพื่อทำหน้าที่เป็นบริษัทประชาสัมพันธ์ แก้ไขข้อมูลที่บิดเบือนไปจากประเทศไทยในช่วงที่มีการยึดอำนาจ และอีเดลแมลบังเอิญมีที่ปรึกษาชื่อนายอีเดลแมนที่สะกดด้วยตัวเอ ซึ่งขณะนี้ไปเป็นกรรมการบริหารของสหรัฐและไม่ได้ทำหน้าที่เป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์ ตามกฎหมายของสหรัฐอเมริกาถ้าจะเป็นล็อบบี้ยีสต์จะต้องไปยื่นเอกสารที่สหรัฐอเมริกา
นายนพดลกล่าวว่า ขอยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยว่าจ้างอีเดลแมนไปทำการประชาสัมพันธ์ในเชิงลบกับประเทศไทย และการทำงานของนายอีเดลแมนนั้นเป็นการทำงานของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ ขอยืนยันอีกครั้งว่าพ.ต.ท.ทักษิณ รักและเป็นห่วงประเทศไทยอย่างมาก ทุกที่ที่เดินทางไปได้ปกป้องประเทศไทยไม่มีประโยชน์อะไรที่จะให้ร้ายประเทศไทย
นายนพดลกล่าวว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดประเด็นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือพ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการดาวน์เกรดประเทศไทย กระบวนการการทำลายความเชื่อถือนั้นทำอย่างเป็นระบบ และมีแนวโน้มว่าจะมีการบิดเบือนข้อมูลไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของพ.ต.ท.ทักษิณ จึงตัดสินใจเลิกจ้างบริษัทอีเดลแมนเพื่อยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริง การเลิกจ้างจะเป็นการขจัดข้อแก้ตัวของรัฐบาลที่บริหารประเทศไม่สำเร็จ
ไม่ยอมให้ถูกยึดทรัพย์
ทนายชินวัตรกล่าวว่า เมื่อเช้าได้พูดคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ฝากความเป็นห่วงประเทศไทยเพราะมีความรู้สึกว่ารัฐบาลและคมช. เอาเวลามาหวาดระแวงตัวเองมากไป อยากให้เอาเวลาไปแก้ไขปัญหาภาคใต้ เพราะทหารตำรวจตายทุกวัน การสัมภาษณ์ของประธานคมช. หรือคนสำคัญในรัฐบาลให้สัมภาษณ์เรื่องภาคใต้น้อยแต่สัมภาษณ์เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณมาก ตนขอยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องนายกสมาคมนักกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ก็เป็นไปตามที่มีการคัดเลือก
นายนพดลกล่าวว่า กับการทำซีแอล พ.ต.ท.ทักษิณมีความคิดเห็นเรื่องการใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยาว่าเห็นด้วยถ้ามีความจำเป็นก็ทำ แต่เราต้องทำให้เหมือนประเทศอื่นที่ทำเป็นและต้องไปปรึกษาบริษัทยาก่อน เพราะถ้าพลาดจะมีปัญหาเรื่องการลดเกรดก็จะโทษรัฐบาลเก่าซึ่งไม่เป็นธรรม อยากให้หยุดหาแพะรับบาปเสียที มุ่งและเพิ่มการทำงานให้ประสบความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่รัฐบาลพึงทำ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากโดนยึดทรัพย์ นายนพดลกล่าวว่า จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะเรื่องภาษีถ้าประเมินมาว่าไม่ได้ชำระอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากรยึดหรืออายัดทรัพย์สินได้ แต่เราจะไม่ปล่อยให้ยึด โดยจะใช้ธนาคารการันตีหรือหนังสือค้ำประกันธนาคารวางไว้พร้อมอุทธรณ์ที่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ จากนั้นจะไปฟ้องศาลจนถึงที่สุด แต่ถ้ามีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบของคตส. ประเมินนอกกรอบของกฎหมายทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวต้องมีภาระทางการเงิน เราต้องฟ้องคตส. เนื่องจากต้องสูญเสียโอกาสนำเงินไปกอง นำไปทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรม
9พ.ค.หญิงอ้อเข้าให้การคตส.
นายนพดลกล่าวว่า วันที่ 9 พ.ค.นี้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยินดีไปให้การต่อคตส. กรณีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด อย่างเต็มที่ เพราะไม่มีอะไรปกปิด ทำทุกอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ส่วนนายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร จะมาด้วยหรือไม่ต้องดูหมายเรียก
นายนพดลกล่าวถึงข้อกล่าวหาเมื่อครั้งที่เป็นผู้ช่วยรมต.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปเอื้อประโยชน์การตัดไม้ 20,000 ไร่ที่เขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช จนร่ำรวยเป็น 100 ล้าน ข้อกล่าวหาเป็นเท็จ เป็นการใส่ร้ายผมอย่างไม่มีมูล ขณะเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีตนจะนำข้อมูลไปให้กับดีเอสไอสอบสวน สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการของการดิสเครดิตของคนที่ทำงานให้พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามทำลายแขนขาทุกอย่าง ตนไม่กลัวข้อกล่าวหาเพราะไม่กลัวความจริงและไม่มีอะไรปิดบังซ่อนเร้น เห็นว่าเป็นข้อกล่าวหาที่ตลกขบขันเสียมากกว่า ผมอยากฝากคำว่า งาช้างไม่งอกออกจากปากสุนัข ให้ผู้ที่กล่าวหาด้วย เมื่อมีการกล่าวหาอย่างเป็นระบบแล้วตนจะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญาอย่างถึงที่สุด
เมื่อถามถึงการคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการตรวจสอบหวย 2-3 ตัว ที่ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางยื่นหนังสือคัดค้าน นายนพดลกล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าคัดค้านใคร แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ให้สัมภาษณ์ในเชิงไม่เป็นกลางกับตัวพ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว คงไม่พ้นคนเดิมที่เคยคัดค้านไปแล้ว เช่น นายนาม ยิ้มแย้ม นายอุดม เฟื้องฟุ้ง ประธานอนุฯไต่สวนทุจริตโครงการการหวย คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง.และคตส. นายกล้านรงค์ จันทิก คตส. และอาจจะมีนายแก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคตส. ด้วย
คตส.ไม่มีมาตรการพิเศษต้อนรับ
คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสตง.และกรรมการคตส. กล่าวถึงกรณีคุณหญิงพจมาน จะเข้าชี้แจงในวันที่ 9 พ.ค.นี้ว่า หากนายนพดลยืนยันว่าคุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาให้ข้อมูลด้วยตนเองก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี คณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นชินฯจะได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ เพราะคุณหญิงพจมานถือเป็นบุคคลที่รู้เรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง ส่วนมาตรการรักษาความปลอดภัยวันดังกล่าวเป็นไปตามปกติ ไม่มีมาตรการอะไรเป็นพิเศษและคงไม่ประสานเพื่อขอกำลังตำรวจมาเพิ่มเติม ใช้เพียงกำลังเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยที่สตง. และอำนวยความสะดวกในการเดินทาง โดยอาจจะตั้งแผงเหล็กเพื่อความสะดวกในการเข้าภายในอาคารเพราะน่าจะมีสื่อมวลชมมาทำข่าวเป็นจำนวนมาก ส่วนม็อบที่จะมาให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ก็ไม่รู้สึกเป็นห่วง เพราะเจ้าหน้าที่ทหารที่รักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ในขณะนี้น่าจะดูแลได้เป็นอย่างดี และเชื่อว่าม็อบที่มาเชียร์นั้นก็คงดูแลกันเองได้
นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการสตง. กล่าวว่าคงไม่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษอะไรโดยจะปฏิบัติเหมือนกับผู้มาให้ปากคำหรือผู้มาชี้แจงคนอื่นๆ จะไม่มีการดูแลหรือให้ความสนใจอะไรมาก คงให้ตำรวจ กับฝ่ายข่าวกรองเขาดูแลภายนอกช่วงหน้าตึก สำหรับประชาชนที่อาจแห่กันมาให้กำลังใจคุณหญิงพจมานนั้น จริงๆ แล้วสตง.ก็ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาสร้างความวุ่นวายอยู่แล้ว เรื่องนี้คงขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของแต่ละคน เมื่อเป็นสถานที่ราชการก็ไม่ควรมาสร้างความวุ่นวายเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่นายพานทองแท้ มาชี้แจง สถานที่ก็คับแคบ กลุ่มที่มาให้กำลังใจก็ไม่ควรเข้ามาเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย
แก้วสรรโต้เว็บไฮ-ทักษิณ
นายแก้วสรร อติโพธิ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร กล่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนว่า ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ชุดทำงานไต่สวนได้สรุปสำนวนทุจริตบ้านเอื้ออาทร 1 โครงการเข้าสู่ที่ประชุมคตส.เพื่อพิจารณาและลงมติ เป็นโครงการใด หรืออยู่ที่ไหนนั้นไม่สามารถบอกได้ โดยมารยาทต้องให้ที่ประชุมคตส.รับทราบก่อน โครงการดังกล่าวมีรายละเอียดที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ส่วนจะมีนักการเมืองหรือบุคคลใดเกี่ยวข้องคงบอกไม่ได้ เพราะการสรุปสำนวนของอนุฯไต่สวนในโครงการแรกได้แจ้งข้อกล่าวหากับรัฐมนตรีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ส่วนครั้งนี้จะมีหรือไม่นั้นต้องรอมติจากที่ประชุมอีกครั้ง ยืนยันว่าโครงการบ้านเอื้ออาทรในส่วนที่เหลืออีก 40 กว่าโครงการสามารถสรุปได้ทันตามกรอบเวลาในอายุทำงานของคตส.
ส่วนกรณีเว็บไซต์ไฮ-ทักษิณ โจมตีการทำงานของคตส.เป็น 2 มาตรฐาน โดยยกตัวอย่างโครงการบ้านเอื้ออาทร ที่ไม่ระบุความผิดของนายนิติ ยิ้มแย้ม ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของโครงการ ซึ่งในบทความอ้างเป็นน้องชายของนายนาม ยิ้มแย้ม ประธานคตส. นั้น นายแก้วสรรกล่าวว่า เท่าที่ทราบในเบื้องต้นนายนิติ ไม่ได้เป็นพี่น้องกับนายนาม อาจจะมีนามสกุลพ้องกัน และเท่าที่ตรวจสอบในโครงการดังกล่าวพบว่านายนิติ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่มีการทุจริต หากตรวจสอบพบว่าโครงการใดที่นายนิติเกี่ยวข้อง พยานหลักฐานสาวไปถึงว่ามีการทุจริต ตนก็ไม่ละเว้น
ยันไม่ละเว้นแม้แต่ญาติประธานคตส.
ผมมีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต หากพบพยานหลักฐานว่ามีใครเกี่ยวข้องกับการทุจริตก็จะดำเนินคดี และไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ หรือแม้แต่เป็นญาตินายนาม หากกระทำผิดก็ว่ากันไปตามกระบวนการกฎหมาย กฎหมายไม่มีละเว้นกับพวกที่กระทำผิดไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร หรือเป็นญาติใคร เมื่อทำผิดก็ต้องรับผิด นายแก้วสรรกล่าว
นายแก้วสรรในฐานะประธานอนุฯตรวจโครงการการทุจริตโครงการแอร์พอร์ตลิงก์ หรือทางรถไฟเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า การตรวจสอบทุจริตโครงการดังกล่าว อนุกรรมการตรวจสอบสามารถรวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานได้ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ยังไม่สามารถเสนอเรื่องเข้าที่ประชุมใหญ่คตส.ได้ทันวันที่ 8 พ.ค.นี้ เนื่องจากยังเหลือในขั้นตอนการเขียนและการเรียบเรียงสำนวน แต่คงใช้เวลาไม่นาน สัปดาห์นี้จะมีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง
นายแก้วสรรกล่าวว่า โครงการแอร์พอร์ตลิงก์ขณะนี้เกือบสมบูรณ์เหลือเพียงการเรียบเรียงสำนวน ยอมรับที่ผ่านมารวบรวมข้อมูลแทบปวดหัว ส่วนจะสาวไปถึงพญานาคหรือไม่ผมบอกไม่ได้ สื่อต้องรอดูเอาเอง ต้องรอลุ้น เพราะการทำหน้าที่ของตนในขณะนี้เหมือนการทำงานของอัยการ มีหน้าที่ตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริงส่งให้ศาล เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลแล้วผู้ที่ถูกฟ้องก็ต้องเอาข้อมูลมาต่อสู้เพื่อหักล้างอยู่แล้ว ดังนั้น เราจะเอาอารมณ์ความรู้สึกมาตัดสินไม่ได้ ต้องเอาข้อมูลข้อเท็จจริงมาว่ากันตามกฎหมาย
ปล่อยกู้พม่าสอบพยานครบแล้ว
รานงานข่าวจากคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปล่อยเงินกู้ให้กับรัฐบาลทหารพม่าจำนวน 4 พันล้านบาท ของธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ที่มีนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ กรรมการคตส.เป็นประธานเผยว่า จากที่อนุกรรมการสรุปเบื้องต้นว่าถ้าเป็นการดำเนินการที่มิชอบครม. ที่เข้าร่วมประชุมและออกมติครม.เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2547 ให้ถือว่ามีความผิดทั้งหมด เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำในนามรัฐบาลชุดที่แล้ว ขณะนี้ไม่ต้องเชิญใครมาให้ปากคำเพิ่ม การตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่อนุกรรมการได้สรุปหากพบว่ามีบุคคลที่เกี่ยวข้องอีกก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปว่าจะต้องเชิญมาหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรมว.ต่างประเทศ ให้การว่าเป็นผู้คัดค้านการอนุมัติเงินกู้ 3 พันล้านบาทให้กับรัฐบาลพม่าในการประชุมครม. 18 พ.ค. 2547 หลังทราบว่ารัฐบาลทหารพม่าจะนำเงินไปใช้ประโยชน์ในดาวเทียมไอพีสตาร์ของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ธุรกิจในครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเสนอไปยังรัฐบาลทหารพม่าควรไปกู้เงินจากประเทศจีนมากกว่า
ม็อบพีทีวีชุมนุมสนามหลวง
สำหรับความเคลื่อนไหวของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ช่วงเช้าได้เก็บตัวที่บ้านพักย่านลาดกระบัง เวลา 13.00 น. เดินทางไปถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา (7 รอบ) ที่พระตำหนักเลอดิส สุขุมวิท 43 จากนั้นนายกฯ เดินทางกลับมายังบ้านพักที่ลาดกระบัง โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ มีเพียงคนสนิทและคนใกล้ชิด อย่างคุณหญิงปราณีตศิลป์ วัชรพล ส่งดอกไม้มาแสดงความยินดีกับท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน ชั้นทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ
บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพีทีวีที่บริเวณท้องสนามหลวง เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เวลา 16.00 น. แกนนำกลุ่มพีทีวีได้ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัย ขณะที่ผู้ร่วมชุมนุมเริ่มทยอยเข้ามาฟัง โดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับเทศกิจกระจายกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ช่วงหนึ่งของการปราศรัยได้เกิดเหตุวุ่นวายเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปจับกุมแม่ค้าที่ขายเหล้าเบียร์อยู่บริเวณสนามหลวงและยึดเบียร์ไปเป็นของกลาง พร้อมให้เสียค่าปรับ แต่แม่ค้าปฏิเสธและอ้างว่าไม่ทราบระเบียบ ทำให้ผู้มาร่วมชุมนุมมามุงดูและโห่ไล่ตำรวจ จนตำรวจต้องคลี่คลายสถานการณ์โดยนำตัวแม่ค้าไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ
นัดชุมนุมใหญ่หลังตัดสินคดียุบพรรค
ส่วนบรรยากาศโดยรอบการชุมนุมมีการตั้งเต็นท์ล่ารายชื่อล้มรัฐธรรมนูญและเต็นท์ลงชื่อให้พล.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ลาออกจากตำแหน่ง พร้อมแจกหนังสือปกม่วงให้กับผู้ร่วมชุมนุมและทำผ้าเช็ดเท้าติดรูปการ์ตูนสัญลักษณ์นาซี พร้อมข้อความ สวัสดีจ้ะ ล้อเลียนพล.อ.เปรม ออกจำหน่ายในราคา 120 บาท
นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มพีทีวี กล่าวตอนหนึ่งบนเวทีปราศรัยว่า ขอหารือกับทุกคนว่าจะขอจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 พ.ค.นี้ เพราะผู้ว่าฯกทม.ระบุว่าในวันที่ 1 มิ.ย. จะปิดสนามหลวงเพื่อปลูกหญ้า ตนจะเอาคนมาให้เต็มสนามหลวงให้ได้ถ้าทำไม่ได้จะหยุดการปราศรัยและกลับทันที แต่หากทำได้ผู้ว่าฯก็ต้องลาออกจากตำแหน่งเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 30 พ.ค.เป็นวันที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง 8 พรรค ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่คือพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์รวมอยู่ด้วย
พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ผบช.น. กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมพีทีวีว่า ไม่น่ามีอะไรน่าเป็นห่วงและคงไม่มีอะไรรุนแรง เจ้าหน้าที่จะตรวจค้นตามปกติอย่างที่เคยปฏิบัติมา เท่าที่ทราบครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมที่สนามหลวงครั้งสุดท้ายก่อนไปชุมนุมยังต่างจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และเทศกิจช่วยดูแลร่วม 600 นาย ส่วนการดูแลเจ้าหน้าที่ก็เป็นคนละชุดกับที่ตั้งด่านหรือทำงานเรื่องระเบิดอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นห่วง
หน้า 1
ข้อมูลจาก ข่าวสด
