ศาลอาญาพิพากษาประหารชีวิต โจ๋ตระกูลณะวงศ์ ใช้ไม้บสบอลตีตำรวจสุทธิสารจนกะโหลกศีรษะแตกสมองบวมเสียชีวิต เมื่อปฏิบัติหน้าที่เข้าจับกุมเหตุทะเลาะวิวาททวงมือถือ ขณะที่ เครือข่ายญาติตระกูลณะวงศ์อีก 4 คน โดนจำคุกคนละ6ปี ส่วนญาติวัยรุ่นอายุไม่ถึง20 ปีศาลให้จำคุก4 ปีฐานร่วมทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้านเมียตำรวจ เผย พอใจคำตัดสิน ไม่คิดฟ้องเรียกค่าเสียหาย ย้ำขอแค่ให้คนผิดได้รับโทษอาญาตระกูลณะวงศ์
ที่ห้องพิจารณาคดี805 ศาลอาญาถ.รัชดาภิเษกวันที่30 ก.ย. เวลา13.30 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่อ.3568/2550 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายกฤษดา หรือโน๊ต ณะวงศ์ , นายสมชายหรือปิค ณะวงศ์ , นายอ๊อดหรือโจ ณะวงศ์ , นายอาทิตย์หรือนิด หรือนิค ณะวงศ์ , นายตู่หรือโอ ณะวงศ์ และ นายกิตติพงษ์ หรือแฟต ณวงศ์ เป็นจำเลยที่ 1- 6 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าเจ้าพนักงาน,ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยมีและใช้อาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สามคนขึ้นไป
คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.51 จำเลยที่1,4 และ5 ได้ไปทวงคืนโทรศัพท์มือถือจากนายพยุงศักดิ์พึ่งยา ภายในซอยวิภาวดี 16/9 ถ.วิภาวดีรังสิตจนมีปากเสียงกัน ต่อมา จ.ส.ต.วีระศรีอูด ผบ.หมู่ป.สน.สุทธิสารผู้ตาย เข้ามาเห็นเหตุการณ์ จึงเข้าไปห้ามแต่กลับถูก จำเลยที่ 1 ใช้ไม้เบสบอลชี้ด่าพร้อมตะโกนถามว่ามึงเสือกอะไร จ.ส.ต.วีระตอบกลับไปว่า กูเป็นตำรวจจะจับมึงไปโรงพัก จากนั้นจำเลยที่1,4 และ5 ได้รีบขี่รถจักยานยนต์ออกจากซอยไปจ.ส.ต.วีระวิ่งตามไป ซึ่งขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ขณะขี่รถจักรยานยนต์เกิดเสียหลักจึงวิ่งหนีออกไปทางปากซอยจ.ส.ต.วีระขี่รถจักรยานยนต์ตามจำเลยที่ 1 ไปโดยมีนายพิมานเสนนอก ซึ่งเห็นเหตุการณ์ถือไม้เบสบอลของจำเลยที่ 1 ที่ตกหล่นอยู่นั่งซ้อนท้าย จ.ส.ต.วีระไปด้วย
เมื่อไปถึงปากซอย วิภาวดี 16/9 จ.ส.ต.วีระได้ตรงเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่1 สะบัดตัวหลุดไปได้แล้วชกเข้าที่หน้า จ.ส.ต.วีระ โดยระหว่างนั้นจำเลยที่ 2 -6 เข้ามารุมทำร้ายกระทืบ จ.ส.ต.วีระที่ศีรษะ ลำตัว แต่จำเลยที่ 1 ได้แย่งไม้เบสบอลจากมือของนายพิมานพร้อมเงื้อไม้เบสบอลขึ้นฟาดที่ศีรษะ จ.ต.ส.วีระก่อนที่จำเลยทั้งหมดจะหลบหนีไป โดย จ.ส.ต.วีระได้เสียชีวิตในวันรุ่งขึ้น โดยแพทย์ระบุว่ามีอาการสมองบวม เมื่อถูกวัตถุของแข็งกระแทงอย่างแรง
ศาลพิเคราะห์แล้วโจทก์มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์รวม 3 ปากประกอบด้วย นายพิมาน เสนนอก ,นายต้อมขวัญเอี่ยม และนายเกื้อกูล แซ่หลี ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความลำดับเหตุการณ์สอดคล้องตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ยังมีรายละเอียดคลาดเคลื่อนในส่วนที่ จำเลยที่ 2-6 ว่าได้ร่วมกระทำผิดด้วยหรือไม่แต่เมื่อพิจารณาคำให้การของพยานในชั้นสอบสวนแล้วเห็นว่า ประจักษ์พยานทั้งสาม ได้ให้ปากคำ ระบุว่าจำเลยทั้งหกรุมทำร้ายร่างกาย จ.ส.ต.วีระโดยขณะเกิดเหตุมีแสงสว่างที่สามารถมองเห็นใบหน้าของจำเลยทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ซึ่งคำให้การของนายพิมานได้บันทึกไว้ในวันเดียวกันหลังจากเกิดเหตุ จึงเชื่อว่าคำให้การของพยานโจทก์ในชั้นสอบสวนให้การไปตามจริง นอกจากนี้พยานโจทก์ยังไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งหกมาก่อน จึงไม่มีเหตุเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์จะเบิกความปรักปรำให้จำเลยทั้งหกได้รับโทษ เชื่อว่าจำเลยที่ 2-6 ร่วมกันรุมทำร้ายจ.ส.ต.วีระผู้ตายด้วย
ส่วนที่จำเลยที่3,4 และ5 นำสืบต่อสู้อ้างสถานที่อยู่ว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุโดยมีพยานจำเลยสนับสนุนคำให้การของจำเลยที่ 3,4 และ5 นั้นเห็นว่าพยานที่ให้การสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยต่างมีความสัมพันธ์กัน กรณีจึงเป็นไปได้ว่าพยานจำเลยเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 3,4และ5 เพื่อไม่ให้ได้รับโทษโดยไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยานหลักฐานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้
ขณะที่จำเลยที่2 และ6 นำสืบว่าอยู่ในที่เกิดเหตุจริง แต่ไม่ได้ทำร้ายร่างกาย จ.ส.ต.วีระโดยจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานสนับสนุนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 และ6 เห็นว่าจำเลยทั้งหมดเป็นญาติพี่น้องกันจึงน่าเชื่อว่าเป็นการเบิกความช่วยเหลือกัน ส่วนจำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าถูก จ.ส.ต.วีระตบที่หูก่อนจึงต้องชกคืน เป็นการป้องกันตัว และใช้ไม้เบสบอลตี เป็นการบันดาลโทสะนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยให้การในชั้นสอบสวนในประเด็นดังกล่าวมาก่อน ส่วนจำเลยที่ 1 แจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบว่ามีอาการปวดหูนั้นเกิดขึ้นหลังจากถูกจับมาเป็นเวลา2 วันจึงไม่น่าเชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นความจริง ข้อต่อสู้ของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนัก ดังนั้นกรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นการบันดาลโทสะหรือไม่
นอกจากนี้ศาลเห็นว่าจ.ส.ต.วีระเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเป็นเวลากว่า 10 ปีทำให้ประชาชนในละแวกดังกล่าวทราบดีว่า จ.ส.ต.วีระเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเมื่อ จ.ส.ต.วีระเห็นเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1,4 และ5 รุมทำร้ายร่างกายนายพยุงศักดิ์จึงเข้าไปจับกุมได้เนื่องจากเป็นเหตุซึ่งหน้า โดยที่จำเลยทั้งหกทราบอยู่แล้วว่า จ.ส.ต.วีระเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเมื่อ จ.ส.ต.วีระตะโกนกลับไปว่า กูเป็นตำรวจจะจับมึงไปโรงพัก พวกจำเลยจึงได้วิ่งหลบหนีและจำเลยที่ 2,3และ6 ได้รุมกันกระทืบจ.ส.ต.วีระเพราะไม่อยากให้จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งหกร่วมกันฆ่า จ.ส.ต.วีระหรือไม่ จากผลการชันสูตรศพของแพทย์ พบว่า มีบาดแผลบวมช้ำที่สมอง มีรอยบวมช้ำทั่วศีรษะ กะโหลกศีรษะแตก ซึ่งเกิดจากถูกของแข็งกระแทกอย่างรุนแรง เชื่อว่าเป็นเพราะถูกไม้เบสบอลที่จำเลยที่ 1 ฟาดใส่ศีรษะซึ่งหลังจากที่จำเลยที่ 1 ตีศีรษะจ.ส.ต.วีระแล้ว ไม่มีใครเข้าไปทำร้ายร่างกายอีก เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าส่วนจำเลยที่ 2-6 ร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะไปแย่งไม้เบสบอลมาตีศีรษะจ.ส.ต.วีระแต่อย่างใด
พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (2) ,138 วรรค2 ประกอบมาตรา40 วรรคแรกและ 83 ให้ลงโทษฐานฆ่าเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่อันเป็นบทลงโทษสูงสุด ให้ประหารชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2-6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 ประกอบมาตรา298,138 ประกอบมาตรา40 วรรคแรกให้ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ ลงโทษ จำคุกจำเลยที่ 2- 5 คนละ6 ปีส่วนจำเลยที่ 6 มีอายุไม่เกิน20 ปีจึงให้ลงโทษ 1 ใน3 คงจำคุกเป็นเวลา4 ปีและเมื่อรวมโทษจำเลยที่ 2 กับโทษในคดีหมายแดงที่4139/2549 ของศาลแขวงพระนครเหนือจึงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ไว้เป็นเวลา6 ปี2 เดือนและจำเลยที่ 3 ให้รวมโทษกับคดีหมายเลขแดงที่อ.1664/2549 ของศาลอาญารวมจำคุกเป็นเวลา 7 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้ประหารชีวิต นายกฤษดา จำเลยที่ 1 แล้วบรรดาญาติที่มาให้กำลังใจถึงกับร่ำไห้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวจำเลยทั้งหกกลับไปคุมขังที่เรือนจำต่อไป
ขณะที่นางนิดเฉลียวกาญจน์ ภรรยาของ จ.ส.ต.วีระที่ร่วมฟังคำพิพากษาด้วย กล่าวว่า พอใจกับผลคำพิพากษา ถือว่าศาลได้ให้ความยุติธรรมกับครอบครัวตนอย่างที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องที่จำเลยจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่นั้นคงเป็นหน้าที่ของฝ่ายจำเลย ที่ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
ส่วนที่จะดำเนินการฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายหรือไม่นางนิด กล่าวว่า ไม่อยากให้คดีต้องยืดเยื้อไปอีก เพราะต้องการให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษในสิ่งที่เขาได้ก่อไว้ก็เพียงพอแล้ว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
