ประธานชมรมเพื่อนโรคไตยื่นหนังสือถึงแพทยสภา สอบจริยธรรม 2 หมอ สมาคมร.พ.เอกชน ฐานเป็นปฏิปักษ์กับผู้ป่วยโรคไต โดยทำหนังสือแจ้งสมาชิกสมาคม ไม่ให้เซ็นสัญญากับสปสช. ในการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในราคา 1,500 บาทต่อครั้ง ชี้จะมีผู้ป่วยได้รับผลกระทบ ไม่ได้รับสิทธิฟอกไต 2,000-3,000 คน ขณะที่นายกแพทยสภาชี้ ไม่มีความผิดใดตรงกับระเบียบของแพทยสภาเมื่อวันที่ 19 ก.ย. นายสุบิล นกสกุล ประธานชมรมเพื่อนโรคไต ได้เข้ายื่นหนังสือถึงน.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เพื่อขอให้มีการสอบจริยธรรม น.พ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และน.พ.เฉลิม หาญพาณิชย์ เจ้า ของเครือโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ กรณีได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เรื่อง ไม่ให้เซ็นสัญญากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการรักษาทดแทนไต โดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในราคา 1,500 บาทต่อครั้ง โดยแจ้งว่าจะทำให้เสียราคา เพราะปกติราชการจ่ายที่ 2,000 ต่อครั้ง การกระทำดังกล่าวของนายแพทย์ทั้ง 2 ท่านนับเป็นปฏิปักษ์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยไตวายทั้งประ เทศ และน.พ.เอื้อชาติ ยังมีตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณ สุข ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะออกหนังสือในลักษณะผู้ประกอบวิชาชีพเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ป่วยไตวาย
ที่มายื่นหนังสือร้องเรียนวันนี้ ไม่ได้คาดหวังอะไรกับแพทยสภา เพราะจริงๆ เมื่อตัดสินโทษก็คงไม่ร้ายแรงอะไร แต่ต้องการให้สังคมรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมว่า มีแพทย์บางกลุ่มบางคนที่เป็นแพทย์พาณิชย์เกิดขึ้นแล้ว แต่คาดหวังกับการยื่นถอดถอน น.พ.ทั้ง 2 ท่าน ออกจากการเป็นบอร์ด สปสช. มากกว่า และเมื่อจัดตั้งครม.เสร็จเรียบร้อยเมื่อใดก็จะเข้ายื่นขอถอดถอนทันที นายสุบิลกล่าว
นายสุบิล กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 1 ต.ค. ที่จะเริ่มให้บริการฟอกเลือดให้กับผู้ป่วยไตวายตามชุดสิทธิประโยชน์ ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) คาดว่าจะมีผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับสิทธิตรงนี้อย่างแน่นอนประมาณ 2,000-3,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยไตวายที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคเหนือ เนื่องจากโรงพยาบาลกว่า 100 แห่ง ไม่เข้าร่วมโครงการ และต้องหาโรงพยาบาลอื่นให้บริการทดแทนซึ่งในวันที่ 24 ก.ย.นี้ จะมีการหารือในรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ว่ามีผู้ป่วยไตวายที่มีสิทธิบัตรทองที่ไม่ได้รับบริการเป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีโรงพยาบาลใดบ้างที่ยืนยันไม่เข้าร่วมโครงการกับสปสช.
ด้านน.พ.สมศักดิ์ กล่าวว่า แพทยสภาต้องส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมายของแพทยสภาตรวจสอบรายละเอียด ว่าการกระทำของน.พ.เอื้อชาติ มีความผิดด้านจริย ธรรมหรือไม่ และมีความผิดเข้าข่ายลักษณะใดของข้อบังคับแพทยสภา หากมีมูลความผิดก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการจริยธรรม พิจารณาตรวจสอบทันที แต่หากฝ่ายกฎหมายระบุว่า ไม่ปรากฏความผิดก็ไม่สามารถจะลงโทษทางวินัยน.พ.เอื้อชาติได้ ทั้งนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 เดือน
น.พ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า การกระทำของน.พ.เอื้อชาติ เป็นเรื่องของการประกอบวิชาชีพ เป็นธุรกิจของโรงพยาบาลเอกชน ที่สามารถกำหนดราคาค่าบริการได้เป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุข หรือ สปสช. เพราะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน หรือแม้แต่จะเอาผิดทางการค้าตามกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็นการผูกขาดทางการค้า ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมีสถานบริการหลายแห่งที่เปิดให้บริการฟอกเลือด ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้บริการกับสถานพยาบาลอื่นที่ไม่ใช่โรงพยาบาลเอกชนได้
รู้สึกหนักใจที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะพิจารณา แล้วไม่พบว่ามีความผิดใดที่จะตรงกับระเบียบของแพทยสภาเลย ซึ่งระเบียบกำหนดให้ลงโทษตามความผิดเฉพาะเรื่อง รักษาไม่ได้มาตรฐานวิชาชีพ สิ้นเปลือง โฆษณาโอ้อวดเกินจริง หรือใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งเรื่องนี้จะต้องตรวจสอบให้ละเอียดเพราะหากแจ้งความผิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แพทยสภาอาจถูกฟ้องกลับได้ น.พ.สมศักดิ์กล่าว
ข้อมูลจาก ข่าวสด
