เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ย. ที่ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ นายเฉลิมพงษ์ กลับดี หัวหน้าศูนย์ทนายความอาสา มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง น.พ.สงคราม ทรัพย์เจริญ แพทย์หลวง และอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในซอยร่วมฤดี 24 ราย เดินทางไปยื่นฟ้องผู้ว่าฯกทม. และผอ.เขตปทุมวันต่อศาลปกครองกลาง ฐานออกเอกสารรับรองความกว้างของถนนซอยร่วมฤดีเกินกว่าความเป็นจริง และปล่อยให้มีการก่อสร้างอาคารสูง เกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนที่พักอาศัยในซอยร่วมฤดี และกระทบต่อสาธารณประโยชน์ของประชาชนทุกครัวเรือนที่ต้องเสี่ยงภยันตราย ทั้งด้านอัคคีภัย และการจราจรที่แออัด จนทำให้ประชาชนเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน นับเป็นการละเลยต่อหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า และไม่ชอบด้วยกฎหมายนายเฉลิมพงษ์ กล่าวถึงรายละเอียดการฟ้องครั้งนี้ว่า เดือนก.ย.2548 บริษัทลาภประทาน จำกัด แจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารสูง 18 ชั้น เพื่อใช้เป็นอาคารพาณิชย์และพักอาศัยในซอยร่วมฤดี และขอให้สำนักงานเขตปทุมวันตรวจสอบความกว้างของซอยร่วมฤดี สำนักงานเขตปทุมวันผู้ดูแลทางสาธารณะ ตามพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2547 แจ้งว่าตรวจสอบความกว้างของซอยร่วมฤดีแล้ว ปรากฏว่าเขตถนนมีความกว้าง 10 เมตร และผิวจราจรกว้าง 7.50 เมตรตลอดแนว บริษัท ลาภประทาน จำกัด จึงนำหนังสือรับรองความกว้างของซอยร่วมฤดีดังกล่าวไปใช้ประกอบการยื่นคำขอก่อสร้างอาคารต่อสำนักการโยธา กทม. โดยไม่ต้องยื่นคำขอรับอนุญาตมาตรา 39 ทวิ ตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ต่อมาเมื่อประมาณเดือนธ.ค.2548 บริษัท ทับทิมทร จำกัดใช้หนังสือรับรองฉบับเดียวกันไปประกอบการยื่นคำขอก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 24 ชั้น ชั้นใต้ดิน 2 ชั้น 1 หลัง เพื่อใช้เป็นโรงแรม 76 ห้อง และขยายเป็น 216 ห้อง สำนักงานภัตตาคาร และเพื่อใช้จอดรถยนต์ 183 คัน รวมพื้นที่ใช้สอยประมาณ 2.9 หมื่นตารางเมตร ต่อสำนักการโยธาฯ โดยไม่ยื่นคำขอรับอนุญาตตามมาตรา 39 ทวิเช่นกัน
นายเฉลิมพงษ์กล่าวว่า ในเวลาต่อมา ผู้ว่าฯกทม.ในฐานะเจ้าพนักงานปกครองราชการส่วนท้องถิ่นพิเศษ กทม. และเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ออกใบรับรองหนังสือแจ้งความประสงค์จะก่อสร้างอาคารโดยไม่ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามมาตรา 39 ทวิ ให้แก่ 2 บริษัทดังกล่าวข้างต้น
ก่อนจะยื่นฟ้องในวันนี้ กลุ่มผู้ฟ้องเคยทำหนังสือร้องเรียนกับกทม.มาตั้งแต่มี.ค.2549 เพื่อขอให้ตรวจสอบความกว้างของซอยร่วมฤดีว่ากว้างถึง 10 เมตรติดต่อกันตลอดแนวหรือไม่ ที่จะเป็นเหตุทำให้สามารถก่อสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่ได้ ซึ่งมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง รวมทั้งการรังวัดของกรมที่ดิน พบว่าซอยที่เชื่อมต่อกับถนนเพลินจิตและถนนวิทยุเป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ทั้งสองไม่ได้มีความกว้างถึง 10 เมตรตลอดแนวแต่อย่างใด นายเฉลิมพงษ์กล่าว
นายเฉลิมพงษ์ กล่าวว่า การที่กทม.อนุญาตให้ก่อสร้างอาคารสูงและมีขนาดใหญ่ทั้ง 2 อาคารนี้บนถนนที่มีความกว้างไม่ถึง 10 เมตรตลอดแนวจึงขัดกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535 ) ในข้อ 2 ออกตามความในพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หลังจากทราบความจริง ประชาชนที่อยู่อาศัยในซอยร่วมฤดีทำเรื่องร้องเรียนไปที่กทม.และหน่วยงานในสังกัดตั้งแต่มี.ค.2549 เป็นต้นมาหลายครั้ง แต่ไม่มีความคืบหน้า ขณะที่อาคารทั้ง 2 แห่งทำการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจร่วมกันยื่นฟ้องผอ.เขตปทุมวัน และผู้ว่าฯกทม.เพื่อขอให้ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ทั้ง 2 ท่านปฏิบัติโดยยึดถือข้อมูลหลักฐานเขตทางของซอยร่วมฤดีที่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการออกกฎกระทรวง ให้สั่งระงับการก่อสร้างอาคารทั้ง 2 โครงการ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในส่วนที่ผิดกฎหมายทั้งหมด ภายในเวลาที่ศาลปกครองกลางกำหนด
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการร้องเรียนเข้ามาจริง ซึ่งตนสั่งการให้เขตปทุมวันตรวจสอบ ทั้งนี้คิดว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับระยะร่น ต้องตรวจสอบความชัดเจนอีกครั้ง แต่เมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีแล้วต้องปล่อยให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการต่อไป
ข้อมูลจาก ข่าวสด
