จากกรณีตำรวจจราจร สภ.เมืองขอนแก่น ขับรถจักรยานยนต์ไล่ตามนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น คือนายวิทยา จำวัน อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้น ปวส.ปี 1 เพื่อไล่จับหมวกกันน็อค แล้วใช้เท้าถีบจนรถจักรยานยนต์นักศึกษาล้มลง ก่อนชักปืนยิงขาขวา แล้วขับรถหนีเข้าตัวเมือง โดยเหตุการณ์ครั้งนี้เกิดเมื่อเย็นวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมาความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายคำผาง พาโม้ อายุ 53 ปี ชาวบ้านเริง ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นลุงของนายวิทยา ผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่เกิดเหตุ 22 ส.ค.หลังจากพาหลานชายออกจากโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นหลังแพทย์ทำแผลให้เสร็จ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คนตามมาที่บ้าน และพยายามพูดไกล่เกลี่ยให้ยอมความ
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไปพบตนกับญาติๆ พร้อมด้วยนายวิทยา หลานชายที่ถูกตำรวจยิง ซึ่งบอกว่าเป็นนายตำรวจระดับรองผู้กำกับฯ ที่มาเพื่อขอไกล่เกลี่ยไม่อยากให้มีเรื่องมีราวเกิดขึ้น เนื่องจากหากจะดำเนินคดีจริงไม่รับรองว่าเรื่องจะเป็นอย่างไร ให้ยอมความเรื่องจะได้จบ ในขณะนั้นญาติๆด้วยกันกลัวว่าหลานจะมีอันตรายหากมีเรื่องกับตำรวจจึงได้ยอมความ
ต่อมาขณะที่พูดคุยกันกับตำรวจทั้ง 2 นายที่พยายามไกล่เกลี่ยได้แนะว่า ให้ไปพบร้อยเวรที่ได้ไปแจ้งความเอาไว้เมื่อวันที่ 22 ส.ค. คือ พ.ต.ท.ชินภัทร ประทุมดี ร้อยเวรสภ.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น แล้วกลับคำให้การใหม่ว่าตำรวจจราจรที่ขับรถไล่ตามหลานชายและใช้ปืนยิงนั้น ไม่ได้ยิงปืนแต่อย่างใด แต่เป็นการเข้าใจผิดเนื่องจากเด็กกลัวไปเองว่าตำรวจยิง ซึ่งแผลที่ขานั้นเป็นเพียงรอยบาดแผลที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรเฉี่ยวชนรถของนายวิทยาเท่านั้น และให้ยืนยันว่าไม่ได้มีการยิง ที่แจ้งความไปด้วยความกลัว จากนั้นก็มอบเงินจำนวน 4,000 บาท เพื่อเป็นค่าปลอบขวัญให้ จากนั้นก็ได้ขึ้นรถกลับไป
นายคำผาง กล่าวอีกว่า หลังจากที่นายตำรวจ 2 คนเข้าไปคุยไกล่เกลี่ยเพื่อยอมความ ตามความเป็นจริงแล้วใจตนไม่อยากที่จะยอมความเลยเนื่องจากไม่มีทางเลือก และกลัวว่าหลานชายจะถูกหมายหัว ต่อมาเช้าวันที่ 23 ส.ค.ตำรวจก็เรียกไปพบที่ สภ.ย่อยโคกสี ต.โคกสี อ.เมืองขอนแก่น พื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งมารอพบด้วย พร้อมกับเรียกตนและญาติๆพร้อมหลานชายไปคุยส่วนตัว
โดยอาจารย์คนนั้นระบุว่า ถ้าหากไม่ยอมความและยังจะเอาเรื่องตำรวจและเป็นคดีเกิดขึ้น นายวิทยาอาจจะออกจากโรงเรียน ซึ่งในจุดนี้ตนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกี่ยวเนื่องอะไรกับการเรียน เนื่องจากหลานชายไม่ได้ทำผิดอะไร ทั้งยังถูกตำรวจยิงจริงๆ ด้วย แต่เมื่ออาจารย์ที่ตำรวจพามาขู่อย่างนั้นก็ต้องรับสภาพ เพราะกลัวหลานชายจะไม่ได้เรียนหนังสือต่อและหลังจากที่ได้พูดคุยกับอาจารย์คนดังกล่าวแล้ว หลานชายก็ได้เข้าพบร้อยเวรและได้บอกว่าจะไม่เอาเรื่องกับตำรวจคนที่ก่อเหตุ และบอกว่าที่แจ้งความไปเมื่อวันที่ 22 สงค.นั้นเป็นการเข้าใจผิด ความจริงแล้วตำรวจไม่ได้ยิง
ด้านพ.ต.ท.สัมฤทธิ์ เกษเจริญคุณ หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรย่อยโคกสี กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิดระหว่างเด็กกับตำรวจจราจร แต่ยืนยันว่า ด.ต.ฉลอง เรืองศรี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองขอนแก่น ได้ขับรถไล่ตามนายวิทยา ผู้เสียหายจริง เนื่องจากขณะที่นายวิทยาขับรถมาเห็นตำรวจแล้วรีบขับรถหลบหนีเข้าซอย ทำให้ ดต.ฉลอง ขับรถตามเรียกให้จอดแต่ไม่จอด จึงนึกว่าอาจจะมียาเสพติดอยู่จึงขับรถไล่ตาม และขณะที่ ดต.ฉลอง ขับรถไล่ตามนายวิทยานั้นรถจักรยานยนต์ของตำรวจจราจรเกิดเฉี่ยวชนกันจนรถล้ม แล้วนายวิทยาจึงได้รับบาดเจ็บจากการที่รถเฉี่ยวชนกัน และไม่ได้มีการยิงเกิดขึ้น
ในขณะเดียวกันรอยแผลที่ขาของนายวิทยา แพทย์ก็ไม่ได้ยืนยันและระบุว่าเป็นรอยแผลจากกระสุนปืน ซึ่งแพทย์ระบุว่าแผลที่ขาของนายวิทยานั้นไม่รู้ว่าเกิดจากบาดแผลอะไร ซึ่งแรกๆญาติก็ไม่ยอมแต่พอพูดคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็เข้าใจกันดีและสามารถคุยกันได้ พ.ต.ท.สัมฤทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ดต.ฉลอง เรืองศรี ผบ.หมู่งานจราจร สภ.เมืองขอนแก่น ตำรวจจราจรที่ขับรถไล่ยิงนายวิทยาตามที่เขาให้ข่าวในวันเกิดเหตุ ซึ่ง ดต.ฉลอง กล่าวเพียงสั้นๆว่าไม่ได้ยิงเพียงการเข้าใจผิด
ในขณะที่ผู้สื่อข่าว ได้พยายามติดต่อสอบถามแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งรักษาให้กับนายวิทยา แต่แพทย์ตอบเพียงสั้นๆว่า ให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเลยเนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ที่จะให้ข่าว
ส่วนนายวิทยา ผู้เสียหาย ผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์ แต่กับถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกันตัวเอาไว้ในห้องสอบสวน ไม่ให้ออกมา และ บอกให้ผู้สื่อข่าวไปคุยกับญาติเอง และ ผู้สื่อข่าวพยายามขอดูบาดแผลที่นายวิทยาได้รับ แต่ปรากฎว่าตำรวจไม่ให้เปิดดู โดยบอกว่า เกรงว่าแผลจะติดเชื้อ
สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดเมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 22 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น ว่ามีนักศึกษาชาย ถูกยิงได้รับบาดเจ็บมารับการรักษาที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวิทยา จำวัน อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้น ปวส.ปี 1 วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่บริเวณน่องด้านขวา
นายวิทยา เล่าว่า หลังเลิกเรียนได้เดินไปเอารถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟสีแดงที่จอดอยู่ลานจอดรถจักรยานยนต์วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น จากนั้นก็ขับรถจักรยานยนต์ออกจากประตูไป และขณะที่ขับรถออกจากประตูวิทยาลัยพบตำรวจจราจรกำลังเรียกตรวจจับรถจักรยายนต์ไม่สวมหมวกกันน็อค ซึ่งตนไม่ได้สวมหมวกกันน็อคจึงกลัวตำรวจจับจึงได้ขับรถหลบหนี
ขณะนั้นมีตำรวจจราจรคนหนึ่งที่กำลังตรวจจับผู้ขับขี่จักยานยนต์ไม่สวมหมวกกันน็อคอยู่นั้นมองเห็นจึงได้เป่านกหวีดเรียกให้หยุด แต่ตนเองไม่หยุดขึงได้ขับขี่รถหลบหนี และตำรวจขับรถจักรยานยนต์ไล่ตาม ด้วยความกลัวถูกตำรวจจับและยึดรถเอาไว้ จึงได้ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีลัดเลาะไปตามซอยต่างๆในตัวเมืองขอนแก่นเพื่อกลับบ้านที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กม.
ขณะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไม่นึกว่าตำรวจจะตามมา พอขับถึงวัดทางเข้าบ้านโคกสี ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตำรวจจราจรนายหนึ่งที่ไล่ตามขับรถมาประกบด้านข้างพร้อมกับใช้ท้าวถีบเข้ารถจักรยานยนต์ของตนจนล้มลงข้างถนน และตำรวจจราจรคนนั้นได้ใช้มือกระชากคอเสื้อของตนขึ้นมาพร้อมกับพูดว่า มึงจะหนีไปไหนมึงซ่าหรือจากนั้นตำรวจได้ค้นเอาเงินในกระเป๋าพร้อมยึดกระเป๋าสตางค์ไป
นายวิทยา กล่าวอีกว่า หลังจากตำรวจจราจรยึดเอากระเป๋าสตางค์ของตนไป ตำรวจคนนั้นก็เดินไปที่รถจักรยายนต์ของตนที่จอดอยู่พร้อมกับชักอาวุธปืนไม่ทราบขนาดที่พกอยู่ข้างเอวยิงเข้าที่บริเวณน่องขาข้างซ้ายของตน และพยายามจะยิงซ้ำอีก แต่มีชาวบ้านขับรถผ่านมาพบเห็นตำรวจจราจรคนนั้นจึงได้รีบเก็บปืนไว้ที่เอวเดินขึ้นขี่หลบหนีไป
หลังจากถูกยิงเข้าที่ขารู้สึกเจ็บปวดมากเนื่องจากกระสุนฝังในและมีเลือดไหลออกเยอะมาก ชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นจึงเรียกให้เขาช่วยนำส่งโรงพยาบาลในตัวเมืองขอนแก่น และวอนให้ชาวบ้านกลับไปบอกญาติให้ไปแจ้งความกับร้อยเวรเพื่อมาสอบปากคำเอาผิดกับตำรวจจราจรคนนั้นที่ทำเกินกว่าเหตุ เนื่องจากไม่ได้ทำผิดอะไรมากมาย แต่ขณะนี้ไม่รู้ว่าตำรวจคนดังกล่าวนั้นเป็นใครเนื่องจากไม่รู้จักชื่อ แต่จำหน้าได้ดีเนื่องจากมาดักจับหมวกกันน็อคที่หลังวิทยาลัยประจำ
นางจูน ทิวงาม อายุ 39 ปี อาของนายวิทยาที่ถูกยิง กล่าวว่า หลานชายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยพูดเรียนหนังสือดีไม่เคยมีเรื่องกับใครที่ไหน พ่อแม่ของเขาไปทำงานต่างประเทศจึงฝากลูกไว้กับตน ซึ่งการกระทำของตำรวจจราจรในครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำเกินกว่าเหตุ หากกระสุนปืนพลาดไปถูกส่วนสำคัญจนเสียชีวิตใครจะรับผิดชอบ
ถอดรหัสบอมบ์ สุไหงโก-ลก สัญญาณปฏิเสธกลุ่มใต้ดินฯ
เหตุระเบิดหน้า สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อกลางดึกวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา เขย่าขวัญคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ อีกครั้ง เนื่องจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
